ราคาทองวันนี้ ข่าวทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 19 ส.ค.64 by SCT, YLG, MTS ,TDC GOLD

139

- Advertisement -

โดย : บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จํากัด

คำแนะนำ : FED จ่อลด QE ปีนี้แต่รอเศรษฐกิจฟื้นจริง พาทองสับสน
 
แนวรับ 1775 / 1767/ 1755  แนวต้าน 1792|1800|1806
              Gold/silver           USD                       Baht        DOW (stock)
ระยะสั้น   SW                        SW                      SW             SW  
ระยะกลาง  SW UP            SW DOWN               SW                SW UP
ระยะยาว BULLISH              Neutral            NEUTRAL         BULLISH

คำแนะนำรายวัน SIDEWAYS   1770-1800
จุดเข้า BUY 1770-1775
เป้าหมาย 1785-1800
SL 1750รายสัปดาห์

คำแนะนำรายเดือน 1700-1850
จุดเข้า BUY 1755 เป้าหมาย 1800/1850
SL 1740   

บทวิเคราะห์ : เมื่อคืนนี้ FED REPORT เปิดเผยว่าสมาชิกเฟดส่วนใหญ่มองว่าเฟดควรลด QE ในปีนี้หลังเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมาใกล้เป้าหมายของเฟดแล้ว โดยนักลงทุนรอท่าทีเฟดในการประชุมผู้นำธนาคารโลกสิ้นเดือนนี้ เพื่อประกาศนโยบายในกลางเดือนกันยายนวันประชุม FOMC ข่าวนี้ทำให้ตลาดทองลังเลทันที หนทางเดียวที่ทองจะขึ้นจริงๆจะต้องให้ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆสหรัฐฯแย่ลงเพราะโควิด ในทางเทคนิค ทองไม่ผ่าน $1800 ก็จะกลับมาเล่นกรอบแกว่ง 30 เหรียญ โดยมีจุดเปลียนขาลงที่ $1755 ดังนั้นทองและบาทไทยจะแกว่งผันผวนลงๆขึ้นๆตามตัวเลขรายวัน แนะให้เล่นเทรดสั้นๆตามการสวิง โดยยังเอียงภาพทางบวกกับทองเพราะสหรัฐฯยังมีปัญหาการแพร่โควิดสายพันธ์อินเดีย ซึ่งอาจส่งผลต่อตัวเลขจ้างงานในเดือนหน้า

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

- Advertisement -

คำแนะนำ :

แนะนำขายทำกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัวของราคา ประเมินแนวต้าน 1,796-1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากราคาปรับตัวลงอาจมีแรงซื้อเข้ามาพยุงบ้าง ราคายังมีโอกาสที่ราคาจะพยายามทรงตัวหรือฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้น

แนวรับ : 1,768 1,751 1,734  แนวต้าน : 1,796 1,814 1,833

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันนี้ปิดครับตัวเพิ่มขึ้น 2.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,777.38 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงกดดันจากการดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือนครึ่งบริเวณ 93.264 อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นหลังจากนั้น  ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงซื้อ Buy the dip  แต่ส่วนใหญ่เกิดจากดัชนีดอลลาร์ที่ลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา  หลังธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนก.ค.ที่ระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า เฟดควรจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปีนี้ เมื่อพิจารณาจากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นวงกว้างตามที่เฟดคาดการณ์ไว้  แต่สิ่งที่ทำให้ดัชนีดอลลาร์ลดช่วงบวกลงเนื่องจาก  “ยังไม่มีฉันทามติในหมู่กรรมการเฟดเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนของการเริ่มต้นลดวงเงินQE”  นอกจากนี้  ราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากการร่วงลงของตลาดหุ้นสหรัฐ  ทั้งนี้  ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 382.59 จุด หรือ -1.08% ดัชนี S&P500 ปิด -1.07% ดัชนี Nasdaq ปิด  -0.89% จากความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดวงเงิน QE ภายในปีนี้  สถานการณ์ดังกล่าวหนุนราคาทองคำให้ฟื้นตัวขึ้นมาปิดตลาดในแดนบวก  ด้านกองทุนSPDR ถือครองทองคำลดลง -2.04 ตัน  สู่ระดับ 1,015.10 ตันซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปีนี้และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปี 2020 ทำ  สะท้อนการไหลออกของเงินทุนจากกองทุน ETF ทองคำ  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจจากเฟดฟิลาเดลเฟีย, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจจาก Conference Board

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาขยับขึ้นแต่ก็มีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเพิ่ม หากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือ 1,796-1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีผลให้ราคาอาจปรับตัวลงเพื่อสร้างฐานราคาต่อ มีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมา โดยมีแนวรับโซน 1,770-1,768 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเข้าขายบริเวณแนวต้านเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาทองคำทดสอบ 1,796-1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้วไม่ผ่าน(ตัดขาดทุนสถานะขายหากผ่าน 1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้) โดยใช้บริเวณแนวรับ 1,770-1,768 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเข้าซื้อคืนทำกำไร แต่หากราคายืนไม่อยู่ชะลอการเข้าซื้อคืนไปที่ที่แนวรับถัดไปบริเวณ 1,751 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 382.59 จุด หลังเฟดส่งสัญญาณหั่น QE ปีนี้ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 1% เมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) หลังรายงานการประชุมเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่เห็นพ้องที่จะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปีนี้ โดยรายงานดังกล่าวได้ฉุดหุ้นร่วงลงเป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเฮลธ์แคร์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,960.69 จุด ลดลง 382.59 จุด หรือ -1.08% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,400.27 จุด ลดลง 47.81 จุด หรือ -1.07% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,525.91 จุด ลดลง 130.27 จุด หรือ -0.89%
  • สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากกว่า 1,000 คนเมื่อวันอังคาร ซึ่งมากที่สุดในรอบ 5 เดือน อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ ท่ามกลางการระบาดหนักของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ  รอยเตอร์ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐฯ ในวันอังคาร อยู่ที่ระดับ 1,017 คน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 7 วันอยู่ที่ 769 คน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน  สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่โดยเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คนต่อวันในช่วง 12 วันที่ผ่านมา ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 37 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 623,000 คน
  • สมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 3.9% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งขึ้น และสต็อกบ้านที่ตึงตัว รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ปรับตัวขึ้น
  • ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (18 ส.ค.) หลังจากรายงานการประชุมเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่เห็นพ้องที่จะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปีนี้  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.02% แตะที่ 93.1396 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.89 เยน จากระดับ 109.56 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9166 ฟรังก์ จากระดับ 0.9148 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2633 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2624 ดอลลาร์แคนาดา  ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 0.7242 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7251 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1711 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1710 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3761 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3735 ดอลลาร์
  •   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านดิ่งลง 7.0% ในเดือนก.ค. สู่ระดับ 1.534 ล้านยูนิต ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.60 ล้านยูนิต จากระดับ 1.650 ล้านยูนิตในเดือนมิ.ย.  ทั้งนี้ ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของวัสดุก่อสร้าง  อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนก.ค.  การอนุญาตก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 2.6% สู่ระดับ 1.635 ล้านยูนิตในเดือนก.ค.  การอนุญาตก่อสร้างบ้านสำหรับครอบครัวเดี่ยวลดลง 1.7% สู่ระดับ 1.048 ล้านยูนิต  ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านสำหรับหลายครอบครัวพุ่งขึ้น 11.2% สู่ระดับ 587,000 ยูนิต
  • QE ปีนี้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนก.ค.เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า เฟดควรจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปีนี้ เมื่อพิจารณาจากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นวงกว้างตามที่เฟดคาดการณ์ไว้  “กรรมการเฟดส่วนใหญ่มองว่า เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวเป็นวงกว้างตามที่เฟดคาดการณ์ไว้ ก็เป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการ QE ในปีนี้” รายงานการประชุมเฟดระบุ พร้อมกับเสริมว่า “เศรษฐกิจสหรัฐได้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อแล้ว และการขยายตัวของการจ้างงานก็ใกล้จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ”  อย่างไรก็ดี กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การจ้างงานยังไม่อยู่ในภาวะที่ “มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญที่เฟดกำหนดไว้ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  “กรรมการส่วนใหญ่ต้องการให้เฟดสื่อสารกับตลาดให้ชัดเจนว่า การปรับลดวงเงิน QE จะไม่เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกันมีกรรมการเฟดบางคนเสนอว่า เฟดควรรอจนถึงต้นปี 2565 ก่อนที่จะเริ่มปรับลดวงเงิน QE” เฟดระบุในรายงานการประชุมประจำวันที่ 27-28 ก.ค.

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำทรงตัวบริเวณ 1,780 เหรียญ โดยมีการปรับตัวลงบ้างเล็กน้อยช่วงปลายตลาด หลังจากที่ราคาไม่สามารถผ่านไปได้เหนือ 1,794 เหรียญได้ โดยเมื่อวานนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาไม่ค่อยดีนักในเรื่องของภาค Real Estates อย่างไรก็ดี จากรายงานประชุมเฟดแสดงให้เห็นถึงความกังวลในการที่จะต้องทำ Tapering QE เร็วขึ้น โดยยังเน้นเรื่องการจ้างงานให้ดีขึ้นกว่านี้ และเรื่องเงินเฟ้อให้มาอยู่ที่ 2% ขณะที่ตลาดให้ความสนใจไปยังประชุมธนาคารกลางประจำปีที่เมือง Jackson Hole ระหว่าง 26-28 ส.ค. ทางด้านเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากสภาวะ Covid-19 ที่ยังควบคุมไม่ได้ และทำให้กนง. หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ลงเหลือ 0.7% ในส่วนของกองทุน SPDR ยังคงขายทองคำต่อเนื่อง เมื่อวานขาย 2.04 ตัน ปัจจุบันถือครองทองคำที่ระดับ 1,015.1 ตัน ด้านดัชนีดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อเนื่องในเช้านี้ที่ระดับ 93.36 จุดโดยประมาณ สำหรับเงินบาทกลับมาอ่อนค่ามากขึ้น หลังจากที่เมื่อวานี้แข็งค่าลงมาเล็กน้อย โดยเงินบาทเช้านี้อยู่ที่ 33.39 บาท/ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ได้แก่ Philly Fed Manufacturing Index คาดว่าจะออกมาแย่ลงเล็กน้อย ขณะที่ Unemployment Claims ที่คาดว่าจะออกมาดีขึ้น

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค 

ทองคำเคลื่อนไหวกรอบด้านบนบริเวณ 1,785 เหรียญ โดยทดสอบระดับสำคัญแรก 1,780 เหรียญ วันนี้จึงคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 1,770 เหรียญระยะสั้น และมีแนวต้าน 1,790 เหรียญ ในส่วนของ Gold Online Futures และ Gold Comex จะมีกรอบ 1,771 – 1,795 เหรียญ สำหรับราคาทองคำไทยวันนี้จะเปิดเท่าเดิม

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ 

แนะนำทำกำไรระยะสั้นๆในกรอบ Sideways ลงซื้อขึ้นขาย เข้าออกเร็วในวัน

– นักลงทุนที่ถือ Long Position  
แนะนำเล่นสั้นในกรอบ ทำกำไรในวัน มี Stop Loss หากต่ำกว่า 1,770 เหรียญ เน้นบริหารพอร์ตตามการแกว่งของราคา

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

แนะนำเล่นสั้นในวัน โดยเน้นบริหารพอร์ต หากราคาทองสูงกว่า 1,800 เหรียญให้ทำ Stop Loss

Gold Futures 10Q21 จะมีแนวรับที่ระดับ 28,120 บาท และแนวต้านที่ระดับ 28,420  บาท

เมื่อคืนนี้มีการเปิดเผยผลการประชุม FOMC ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาพบว่าที่ประชุมมีการพูดถึงการลดสภาพคล่องภายในปีนี้เนื่องจากเศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้นมารวมถึงอัตราเงินเฟ้อก็ได้ถึงเป้าหมายของ FED แล้ว (เลย 2% มาสักระยะหนึ่ง) ทั้งนี้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ทางฝั่งทองคำมองการปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับ $1775 ในวันนี้หากทดสอบแล้วไม่หลุดยังมองขึ้น

ที่มา : gold.in.th (19 ส.ค. 64)

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

%d bloggers like this: