ราคาทองวันนี้ ข่าวทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 2 ก.ย.64 by SCT, HGF, GT, CAF, YLG, TDC, GCAP, MTS

74

- Advertisement -

โดย : บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จํากัด

คำแนะนำ : ทองแกว่งแคบแต่ดูดี ยืน 1800 ได้แน่นๆ ตลาดรอ NFP ค่อยเลือกทาง

แนวรับ   1800 / 1790/ 1784  แนวต้าน   1820 / 1825 / 1835

 Gold/silver           USD                       Baht        DOW (stock)
ระยะสั้น     SW/SW UP   SW /SW DOWN           SW                  SW  
ระยะกลาง  SW UP            SW DOWN                SW                SW UP
ระยะยาว   BULLISH              Neutral              NEUTRAL         BULLISH
คำแนะนำรายวัน  SIDEWAYS   1800-25
จุดเข้า BUY 1800-10
เป้าหมาย 1825-30
SL 1790รายสัปดาห์
คำแนะนำรายเดือน 1700-1850
จุดเข้า BUY 1780-90 เป้าหมาย 1830/ 1875
SL 1775

บทวิเคราะห์ : ทองเคลื่อนไหวในกรอบไม่มาก หลังตัวเลขจ้างงาน ADP ออกมาแย่ แต่ดัชนีการผลิต ISM ออกมาดี เจ๊ากันไป นักลงทุนชะลอการลงทุนน่าจะรอตัวเลขจ้างงานคืนนี้และพรุ่งนี้ ทางเทคนิคราคายืน $1800 ได้ถือว่าฝั่งซื้อได้เปรียบทั้งระยะสั้นและกลาง เพียงแค่รอทะลุ $1835 ราคาจะวิ่งได้แรง ในทางกลับกับยืน $1800 ไม่ได้ ตลาดจะกลับมาเล่นโซนต่ำแถว $1775-90 แทน ขึ้นกับตัวเลขในสองวันนี้
กลยุทธ์ : ยังให้น้ำหนักทางบวกในการซื้อลงทุนในปีนี้ ระยะสั้นย่อซื้อขึ้นขายไวๆ ส่วนค่าเงินบาทเริ่มชะลอแข็งค่าแต่โดยรวมยังแข็งค่าต่อได้อีกบ้าง หลังเฟดถอนคันเร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา  FUND FLOW หลักๆ ยังลงในหุ้นโลก และทอง ส่วนค่าเงินสหรัฐฯก็อ่อนแอลงทันที

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

กองทุน SPDRGold Trust ถือครองทองคำเท่าเดิม

- Advertisement -

คืนนี้สหรัฐจะประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานฯ

ราคาทองคำคาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,800-1,823 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานเคลื่อนไหวในกรอบแคบและปิดตลาดทรงตัวเนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ทองคำมีปัจจัยบวกจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากที่สหรัฐประกาศการจ้างงานภาคเอกชน ADP เดือนส.ค.เพิ่มขึ้นเพียง374,000 ตำแหน่งต่ำกว่าตลาดคาดจะเพิ่มขึ้น 640,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ดีดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนส.ค. โดยISM เพิ่มขึ้นเป็น 59.9ดีกว่าตลาดคาดจะลดลงเป็น 58.5 จากเดือนก.ค.อยู่ที่ระดับ 59.5 ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ตลาดคาดจะลดลงอยู่ที่ระดับ 342,000 รายจากที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 353,000  ราย ดุลการค้าเดือนก.ค.ตลาดคาดจะขาดดุลลดลงเหลือ 7.07หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากขาดดุล 7.57หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิ.ย.ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค.ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากที่เดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 1.5%
  • แนวโน้มราคาทองคำคาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,800-1,823 ดอลลาร์ ระยะสั้นราคาทองคำมีแนวต้าน1,820-1,823 ดอลลาร์และ 1,833 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,800 ดอลลาร์และ 1,790 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,813.80+0.41,800/1,7901,823/1,833

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
27,75027,500/27,40027,850/27,950

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
27,860-4027,680/27,53028,000/28,120

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำที่ราคาทองคำ Spot1,800ดอลลาร์ (GF27,680 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,790 ดอลลาร์(GF27,530 บาท) และขายทำกำไรที่ราคาทอง Spot1,823ดอลลาร์ (GF28,000บาท) และ 1,833ดอลลาร์ (GF28,120บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,816.00+1.301,801/1,7911,824/1,831

การเข้าซื้อเก็งกำไรแนะนำที่ราคา GOU211,801ดอลลาร์โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,791 ดอลลาร์ และขายทำกำไรที่ราคาGOU211,824ดอลลาร์และ 1,834ดอลลาร์

ค่าเงิน

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดทรงตัวทั้งนี้เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ  หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชน ADPของสหรัฐเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดคาด ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไปสำหรับ USD Futures เดือนก.ย.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 32.15 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 32.40บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ: ดอลล์อ่อนค่าหลังจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐต่ำกว่าคาด

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (1 ก.ย.) หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ในเดือนส.ค. ซึ่งทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดลบ $2.1 นลท.ชะลอเทรดก่อนสหรัฐเผยตัวเลขจ้างงาน

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (1 ก.ย.) โดยสัญญาทองคำปรับตัวในกรอบแคบตลอดทั้งวันเนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 2.1 ดอลลาร์หรือ 0.12% ปิดที่ 1,816 ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 21.5 เซนต์หรือ 0.9% ปิดที่ 24.221 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดบวกเพียง 9 เซนต์หลังโอเปกพลัสบรรลุดีลเพิ่มผลิต

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อคืนที่ผ่านมา (1 ก.ย.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนหลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตรหรือโอเปกพลัสบรรลุข้อตกลงปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 400,000 บาร์เรล/วันในการประชุมเมื่อวานนี้สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 9 เซนต์หรือ 0.1% ปิดที่ 68.59 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 4 เซนต์หรือ 0.1% ปิดที่ 71.59 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ :ดาวโจนส์ปิดลบ 48.20 จุดหลังหุ้นพลังงานร่วง,Nasdaqทำนิวไฮรับแรงซื้อหุ้นเทคโน

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนที่ผ่านมา (1 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานอย่างไรก็ดีดัชนีNasdaqปิดทำนิวไฮโดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไปหลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,312.53 จุดลดลง 48.20 จุดหรือ -0.14% ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,524.09 จุดเพิ่มขึ้น 1.41 จุดหรือ +0.03% ดัชนีNasdaqปิดที่ 15,309.38 จุดเพิ่มขึ้น 50.15 จุดหรือ +0.33%

นักวิเคราะห์เตือนโลกอาจเห็นเหตุการณ์9/11อีกครั้งหากไม่ยอมช่วยอัฟกานิสถาน

นายคาลิดนูร์สมาชิกของอดีตทีมเจรจาเพื่อสันติภาพแห่งรัฐบาลอัฟกานิสถานเปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่าเหตุการณ์ก่อการร้ายสะเทือนขวัญอย่าง9/11หรือเหตุวินาศกรรมโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ของสหรัฐเมื่อวันที่11ก.ย. 2544อาจเกิดขึ้นอีกครั้งหากประชาคมโลกไม่จับตาสถานการณ์ในอัฟกานิสถานนายนูร์กล่าวว่าประชาคมโลกเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดในการที่ไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลืออัฟกานิสถานหลังจากที่กองกำลังโซเวียตถอนทหารออกไปในปี2532ซึ่งหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งกลุ่มก่อการร้ายจะปรากฏตัวขึ้นและวางแผนเปิดฉากการโจมตีทั่วโลก   “เราพูดไว้ชัดเจนว่าหากประชาคมโลกทำผิดพลาดซ้ำซากเหมือนในอดีตสงครามและการก่อการร้ายจะไปถึงตัวพวกเขาอีกครั้ง” นายนูร์กล่าวโดยนายนูร์เป็นสมาชิกของคณะผู้แทนอัฟกันในกาตาร์ที่เจรจากับกลุ่มตาลีบันเมื่อเดือนก.ค. 2562   “และจะเป็นอีกครั้งที่พวกเขาจะได้เห็นเหตุการณ์เช่น9/11” นายนูร์กล่าว “จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะเราจะต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการกับตาลีบัน”   นายนูร์กล่าวว่าปัจจุบันพื้นที่ในอัฟกานิสถานเกือบทั้งหมดถูกกลุ่มตาลีบันควบคุมไว้แล้วและกลุ่มติดอาวุธอิสลามก็ไม่เคยตัดสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติโดยยกตัวอย่างถึงกลุ่มอัลกออิดะห์ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของโอซามาบินลาเดน   “นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายนูร์ระบุ

EU บรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนสองโดสให้ประชาชนวัยผู้ใหญ่แล้ว70%

นางเออร์ซูลาฟอนเดอร์เลเยนประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยว่าประชาชนวัยผู้ใหญ่ในสหภาพยุโรป (EU) ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19ครบสองโดสแล้ว70%หรือราว256ล้านคนทั้งนี้เป้าหมายแรกเริ่มของEC นั้นกำหนดไว้ว่าจะฉีดวัคซีนให้กลุ่มวัยผู้ใหญ่ให้ได้70%ก่อนสิ้นฤดูร้อนสำนักข่าวซินหัวรายงานว่าEU ได้กระจายวัคซีนอย่างเพียงพอเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญดังกล่าวโดยได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนมาตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้วขณะเดียวกันนางฟอนเดอร์เลเยนได้เรียกร้องให้ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกโดยเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดรอบใหม่โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “การระบาดยังไม่สิ้นสุดเรายังต้องระมัดระวัง”

ผลวิจัยอิสราเอลชี้วัคซีนบูสเตอร์ของไฟเซอร์ลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิดได้ถึง80%

ข้อมูลเบื้องต้นจากสถาบันMaccabi Healthcare Services ของอิสราเอลระบุว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19เข็มที่3ของบริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทคจะช่วยเพิ่มการป้องกันไวรัสโควิด-19ในช่วงเวลาที่ไวรัสสายพันธุ์เดลตายังคงแพร่ระบาดผลการวิเคราะห์เบื้องต้นของสถาบันดังกล่าวบ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่3หรือวัคซีนเข็มกระตุ้นของไฟเซอร์-ไบออนเทคจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19ได้ประมาณ48% – 68%หลังได้รับการฉีดแล้วประมาณ1สัปดาห์ถึง13วันเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน2เข็มตามมาตรฐานนอกจากนี้วัคซีนเข็มที่3ของไฟเซอร์-ไบออนเทคยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันเพิ่มขึ้นด้วยโดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ประมาณ70% – 80%หลังจากได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่3เป็นเวลา2สัปดาห์ถึง20วันดาเนียลเอ็มเวนเบอร์เกอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจากYale School of Public Health ในรัฐคอนเน็กติกัตระบุว่าผลการวิจัยซึ่งมีการเผยแพร่ในวันอังคารที่31ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่นก่อนที่จะมีการตรวจสอบโดยสถาบันอื่นๆและมีการตีพิมพ์นั้นประเมินว่าการที่วัคซีนเข็มที่3มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาได้แต่ไม่ได้ป้องกันการเกิดอาการรุนแรง

โดย : บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

Fundamental

  • ที่ประชุม OPECตกลงเพิ่มอุปทานน้ำมันอีกวันละ 4 แสนบาร์เรล จนถึงสิ้นปีนี้ ตามที่ถูกกดดันโดยสหรัฐฯ
  • OPEC+ ปรับเพิ่มคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกในปีหน้าจากวันละ 3.28 เป็น 4.2 ล้านบาร์เรล
  • ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
  • ยอดการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯต่ำกว่าคาดมาก
  • ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯต่ำสุดในรอบ 4 เดือน
  • ดัชนี PMI ภาคการผลิตยูโรโซนต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
  • เงินยูโรแข็งค่าจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในภูมิภาค

Technical

  • ราคาทรงตัวต่อเนื่อง 3 วันติด RSI งอขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณบวก แต่ถ้าขึ้นไปติดแค่ 1,830-1,840 ให้ระวัง bearish divergenceจะทำให้จบรอบ
  • ราคาค่อย ๆ แกว่งขึ้นตามการยกตัวของเส้น MA แนวโน้มระยะสั้นกำลังจะทะลุขึ้นทำจุดสูงใหม่
  • ทิศทางวันนี้ขึ้นเพื่อจบ?
  • จับจังหวะเล่นยังไง?ซื้อเล่นสั้น

Attention

  • เชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้ากำลังแพร่กระจายทั่วโลก และยังไม่มีวิธีหรือวัคซีนใดที่ป้องกันได้ผลชัดเจน
  • WHO กำลังจับตาเชื้อโควิดสายพันธุ์มิวในอเมริกาใต้ในขณะที่เชื้อโควิดสายพันธุ์แลมด้ายังคงระบาดอยู่

โดย : บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด (CAF)

Reasons ทองคำลุ้นกับค่าเงินดอลลาร์

  • US Dollar Index อ่อนค่าสุดที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ รับ ADP Non-Farm ต่ำกว่าคาดเป็นเดือนที่ 2
    ผลกระทบจากแนวโน้มการแพร่ระบาดโควิด-19 รุนแรงในสหรัฐฯ
  • จับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯอย่าง Unemployment Claims มีความเสี่ยงปรับเพิ่มขึ้น
    เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19

Day Trade
GOU21 Long 1,810 -1,812เป้า 1,820-1,830 จุด Stop สิ้นวัน 1,809
GF10V21 ไม่เข้าสถานะ

Trend Trade ใช้ราคาปิดสิ้นวัน
GOU21 Hold Long จุด Stop 1,809
GF10V21 ไม่เข้าสถานะ

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้น โดยอาจต้องพิจารณาโซน 1,801-1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดซื้อ อย่างไรก็ตามหากราคาปรับตัวขึ้นไปไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,823-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจทยอยแบ่งขายทำกำไรตามแนวต้านต่างๆ

แนวรับ : 1,796 1,775 1,751  แนวต้าน : 1,833 1,849 1,864

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  โดยตลอดทั้งวันแกว่งตัวในกรอบ 1,819.83-1,807.80  ดอลลาร์ต่อออนซ์  และยังคงมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่ชี้นำทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น  ทั้งนี้  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทดสอบกรอบด้านบน  ในทันทีที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 374,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 613,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงทดสอบระดับต่ำสุดในกว่า 3 สัปดาห์ครั้งใหม่  และเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำทดสอบกรอบด้านบน  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร  ประกอบกับสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 59.9 ในเดือนส.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 58.6 หลังจากแตะระดับ 59.5 ในเดือนก.ค.  นั่นเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดของวัน  ก่อนที่จะมีแรงซื้อ Buy the dip เข้ามาพยุงราคาทองคำไว้  ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางของการอ่อนค่า  จึงเป็นอีกปัจจัยที่สกัดช่วงติดลบของราคาทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วย, ประสิทธิภาพต้นทุนแรงงานต่อหน่วย และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐ  รวมถึงถ้อยแถลงของนายราฟาเอล บอสติก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา นางแมรี ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำสามารถยืนเหนือโซน 1,801-1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ขณะที่ในรายวันราคามีการยกระดับต่ำสุดและสูงสุดขึ้น โดยราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,823-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามหากยืนไม่ได้ ยังคงต้องระวังแรงขายทำกำไรสลับเข้ามาเพิ่มเมื่อราคาปรับตัวขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้น โดยเข้าซื้อโซนแนวรับ 1,801-1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เมื่อราคาปรับตัวขึ้นให้แบ่งขายทำกำไรหากไม่ผ่านโซนแนวต้าน 1,823-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากผ่านได้ชะลอการทำกำไรไปโซนแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,849 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐต่ำสุดรอบ 4 เดือนในส.ค.ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 61.1 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 63.4 ในเดือนก.ค.
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อจำนองลดลงสัปดาห์ที่แล้ว แม้ดอกเบี้ยทรงตัวสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 2.4% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งขึ้น และสต็อกบ้านที่ตึงตัว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้
  • (+) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐต่ำกว่าคาดในเดือนส.ค.ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 374,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 613,000 ตำแหน่ง
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า หลังจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐต่ำกว่าคาดดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ในเดือนส.ค. ซึ่งทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.20% แตะที่ 92.4530 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.92 เยน จากระดับ 110.00 เยน แต่ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9151 ฟรังก์ จากระดับ 0.9149 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2615 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2607 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1845 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1812 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3779 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3757ดอลลาร์
  • (+) WHO ประกาศจับตาไวรัสสายพันธุ์ B.1.621 เตือนวัคซีนอาจเอาไม่อยู่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า WHO กำลังจับตาไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “mu” หรือสายพันธุ์ B.1.621  WHO ระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ในหลายตำแหน่ง ทำให้มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิต้านทานของร่างกายที่สร้างขึ้นหลังการฉีดวัคซีน หรือหลังการติดเชื้อโควิด-19  WHO ได้จัดให้ไวรัสสายพันธุ์ B.1.621 อยู่ในประเภทที่ “น่าจับตา” เมื่อวันที่ 30 ส.ค.
  • (+) ผู้เชี่ยวชาญเตือน! อินโดนีเซีย-ไทย ผ่อนมาตรการโควิด เสี่ยงยอดกลับพุ่งสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือน ยอดผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในไทยและอินโดนีเซียอาจกลับมาพุ่งขึ้นสูงได้อีกครั้งจากการเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนยังอยู่ในระดับต่ำ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์  ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา สวนทางกับสถานการณ์เมื่อปีที่แล้วที่มีการควบคุมการระบาดได้ดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ  แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูง แต่อินโดนีเซียและไทย ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการนั่งรับประทานอาหารในร้านและห้างสรรพสินค้าเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ  เมื่อวันอังคาร อินโดนีเซียมียอดผู้ติดเชื้อใหม่ 10,534 คน ซึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่ายอดผู้ติดเชื้อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงห้าเท่า ในขณะที่ไทยมียอดผู้ติดเชื้อใหม่ 14,802 คนเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าช่วงที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 37 เปอร์เซ็นต์  อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การผ่อนคลายมาตรการนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำและการตรวจเชื้อไวรัสที่ไม่ทั่วถึง โดยมีอัตราของผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัสสูงกว่าอัตราที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำ 5 เปอร์เซ็นต์ โดนอินโดนีเซียมีอัตราผู้ตรวจพบเชื้อไวรัสที่ 12 เปอร์เซ็นต์ และไทยอยู่ที่ 34 เปอร์เซ็นต์
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐปรับตัวขึ้นในเดือนส.ค. สวนทางคาดการณ์  สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 59.9 ในเดือนส.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 58.6
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดลบ 48.20 จุดหลังหุ้นพลังงานร่วง, Nasdaq ทำนิวไฮรับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,312.53 จุด ลดลง 48.20 จุด หรือ -0.14% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,524.09 จุด เพิ่มขึ้น 1.41 จุด หรือ +0.03% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,309.38 จุด เพิ่มขึ้น 50.15 จุด หรือ +0.33%

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้น โดยอาจต้องพิจารณาโซน 1,801-1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดซื้อ อย่างไรก็ตามหากราคาปรับตัวขึ้นไปไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านโซน 1,823-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจทยอยแบ่งขายทำกำไรตามแนวต้านต่างๆ

แนวรับ : 1,796 1,775 1,751  แนวต้าน : 1,833 1,849 1,864

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง  โดยตลอดทั้งวันแกว่งตัวในกรอบ 1,819.83-1,807.80  ดอลลาร์ต่อออนซ์  และยังคงมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่ชี้นำทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น  ทั้งนี้  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทดสอบกรอบด้านบน  ในทันทีที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 374,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 613,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงทดสอบระดับต่ำสุดในกว่า 3 สัปดาห์ครั้งใหม่  และเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำทดสอบกรอบด้านบน  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไร  ประกอบกับสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 59.9 ในเดือนส.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 58.6 หลังจากแตะระดับ 59.5 ในเดือนก.ค.  นั่นเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดของวัน  ก่อนที่จะมีแรงซื้อ Buy the dip เข้ามาพยุงราคาทองคำไว้  ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางของการอ่อนค่า  จึงเป็นอีกปัจจัยที่สกัดช่วงติดลบของราคาทองคำ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วย, ประสิทธิภาพต้นทุนแรงงานต่อหน่วย และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐ  รวมถึงถ้อยแถลงของนายราฟาเอล บอสติก ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา นางแมรี ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำสามารถยืนเหนือโซน 1,801-1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ขณะที่ในรายวันราคามีการยกระดับต่ำสุดและสูงสุดขึ้น โดยราคายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านโซน 1,823-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามหากยืนไม่ได้ ยังคงต้องระวังแรงขายทำกำไรสลับเข้ามาเพิ่มเมื่อราคาปรับตัวขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นเก็งกำไรระยะสั้น โดยเข้าซื้อโซนแนวรับ 1,801-1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,796 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เมื่อราคาปรับตัวขึ้นให้แบ่งขายทำกำไรหากไม่ผ่านโซนแนวต้าน 1,823-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากผ่านได้ชะลอการทำกำไรไปโซนแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,849 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐต่ำสุดรอบ 4 เดือนในส.ค.ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 61.1 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 63.4 ในเดือนก.ค.
  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อจำนองลดลงสัปดาห์ที่แล้ว แม้ดอกเบี้ยทรงตัวสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 2.4% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งขึ้น และสต็อกบ้านที่ตึงตัว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้
  • (+) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐต่ำกว่าคาดในเดือนส.ค.ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 374,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 613,000 ตำแหน่ง
  • (+) ดอลล์อ่อนค่า หลังจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐต่ำกว่าคาดดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ในเดือนส.ค. ซึ่งทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป  ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.20% แตะที่ 92.4530 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.92 เยน จากระดับ 110.00 เยน แต่ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9151 ฟรังก์ จากระดับ 0.9149 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2615 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2607 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1845 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1812 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3779 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3757ดอลลาร์
  • (+) WHO ประกาศจับตาไวรัสสายพันธุ์ B.1.621 เตือนวัคซีนอาจเอาไม่อยู่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า WHO กำลังจับตาไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “mu” หรือสายพันธุ์ B.1.621  WHO ระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวมีการกลายพันธุ์ในหลายตำแหน่ง ทำให้มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิต้านทานของร่างกายที่สร้างขึ้นหลังการฉีดวัคซีน หรือหลังการติดเชื้อโควิด-19  WHO ได้จัดให้ไวรัสสายพันธุ์ B.1.621 อยู่ในประเภทที่ “น่าจับตา” เมื่อวันที่ 30 ส.ค.
  • (+) ผู้เชี่ยวชาญเตือน! อินโดนีเซีย-ไทย ผ่อนมาตรการโควิด เสี่ยงยอดกลับพุ่งสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือน ยอดผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในไทยและอินโดนีเซียอาจกลับมาพุ่งขึ้นสูงได้อีกครั้งจากการเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนยังอยู่ในระดับต่ำ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์  ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตา สวนทางกับสถานการณ์เมื่อปีที่แล้วที่มีการควบคุมการระบาดได้ดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ  แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ยังคงมียอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูง แต่อินโดนีเซียและไทย ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการนั่งรับประทานอาหารในร้านและห้างสรรพสินค้าเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ  เมื่อวันอังคาร อินโดนีเซียมียอดผู้ติดเชื้อใหม่ 10,534 คน ซึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่ายอดผู้ติดเชื้อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงห้าเท่า ในขณะที่ไทยมียอดผู้ติดเชื้อใหม่ 14,802 คนเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าช่วงที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 37 เปอร์เซ็นต์  อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การผ่อนคลายมาตรการนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำและการตรวจเชื้อไวรัสที่ไม่ทั่วถึง โดยมีอัตราของผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัสสูงกว่าอัตราที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำ 5 เปอร์เซ็นต์ โดนอินโดนีเซียมีอัตราผู้ตรวจพบเชื้อไวรัสที่ 12 เปอร์เซ็นต์ และไทยอยู่ที่ 34 เปอร์เซ็นต์
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐปรับตัวขึ้นในเดือนส.ค. สวนทางคาดการณ์  สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 59.9 ในเดือนส.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 58.6
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดลบ 48.20 จุดหลังหุ้นพลังงานร่วง, Nasdaq ทำนิวไฮรับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,312.53 จุด ลดลง 48.20 จุด หรือ -0.14% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,524.09 จุด เพิ่มขึ้น 1.41 จุด หรือ +0.03% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,309.38 จุด เพิ่มขึ้น 50.15 จุด หรือ +0.33%

โดย : บริษัท ที.ดี.ซี. โกลด์ จำกัด

กรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังอยู่บริเวณ $1808-1820 ซึ่งยังไม่มีทิศทางที่มีนัยสำคัญ ยังมองราคาแกว่งตัวในกรอบ Sideway จนกว่าจะหลุดไปในทางใดทางหนึ่งเมื่อวานนี้มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของเอกชน (ADP) ออกมาระดับ 374,000 ตำแหน่ง น้อยกว่าคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมากที่ 326,000 ตำแหน่งแต่ก็ถือว่ายังขยายตัวได้ดีกว่าเดือนก่อนหน้า ภาคการจ้างงานที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นคือภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ตลาดกำลังจับตาตัวเลข NFP ในวันพรุ่งนี้ 

โดย : บริษัท จีแคป จำกัด

แนะแนวทางการลงทุน
แนวรับ 1,805 – 1,800 – 1,796
แนวต้าน 1,822 – 1,828 – 1,833
ราคาทองคำปิดลบเล็กน้อย ราคาทองคำปรับตัวในกรอบแคบตลอดทั้งวัน เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์
นี้ อย่างไรก็ตามสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่ายังเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำต่อไปได้แนะเก็งกำไรทิศทางขาขึ้น

แนวโน้มราคาทองคำช่วงเช้า
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ในเดือนส.ค. ซึ่งทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป

มุมมองทองคำภาคเช้า ทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) โดยสัญญาทองคำปรับตัวในกรอบแคบตลอดทั้งวัน เนื่องจากนักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ไทม์ไลน์ในการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขณะที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 750,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 5.2% ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดุลการค้าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน ผลผลิตนอกภาคเกษตร คำสั่งซื้อโรงงาน การจ้างงานนอกภาคการอัตราการว่างงาน รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น

สรุปภาวะแลกเปลี่ยนเงินตรา
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ก.ย.) หลังตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดการณ์ในเดือนส.ค.ซึ่งทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำเคลื่อนตัวกรอบแคบหลังราคาดีดขึ้นเหนือ 1,800 เหรียญ แต่ยังไปได้ไม่ไกลนัก และราคายังเคลื่อนไหวในกรอบ 1,800 – 1,817 เหรียญโดยประมาณ สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แย่ลงกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย โดยภาพรวมบ่งชี้ถึงข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่กว่าคาดการณ์อยู่ สำหรับคืนนี้คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจะออกมาทรงตัว นำโดย Jobless Claims, Factory Orders และ Trade Balance โดยภาพรวมเชื่อว่าตลาดให้ความสนใจกับข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯวันศุกร์นี้ ได้แก่ Non-Farm Payrolls และ Unemployment Rate ในส่วนของดอลลาร์ค่อนข้างเคลื่อนไหวในกรอบ ขณะที่เงินบาทหลังแข็งค่าไปที่ 32.18 บาท/ดอลลาร์ ก็อ่อนค่ากลับมาแถว 32.28 บาท/ดอลลาร์ สำหรับยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในไทยดูจะดีขึ้นมียอดติดเชื้อรายวันเหลือเพียง 15,000 รายโดยประมาณ ทำให้เกิดการคลาย Lockdown และหนุนเศรษฐกิจที่โดยภาพรวมจะยังมีแรงหนุนจากการเข้าซื้อพอประมาณ ขณะที่โดยองค์รวมมีการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่ระหว่าง -0.5-1.0%

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค 

ราคาทองคำเคลื่อนตัว Sideways ในกรอบ 1,805 – 1,820 เหรียญ จึงคาดว่าจะยังเคลื่อนไหวลักษณะ Sideways ในกรอบรอข่าวสำคัญพรุ่งนี้ ทางด้าน  Gold Comex และ Gold Online Futures คาดว่าจะมีกรอบ 1,807 – 1,820 เหรียญ ในส่วนทองคำไทยวันนี้น่าจะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่า จึงอาจเห็นทองคำไทยปรับขึ้นมา 100 บาท/บาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ 

แนะนำทำกำไร Sideways ในกรอบ

– นักลงทุนที่ถือ Long Position  
ลงซื้อขึ้นขาย แนะนำทำกำไรระยะสั้นๆในกรอบ ควรบริหารพอร์ตก่อนทราบจ้างงานสหรัฐฯพรุ่งนี้

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

แนะนำหาจังหวะปิดสถานะ เพื่อปรับพอร์ตรอความชัดเจนของทิศทาง

Gold Futures 10V21 จะมีแนวรับที่ระดับ 27,720 บาท และแนวต้านที่ระดับ 28,020 บาท

ที่มา : gold.in.th ( 2 ก.ย.64 )

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

%d bloggers like this: