ราคาทองวันนี้ ข่าวทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 30 ก.ย.64 by SCT, HGF, YLG, GCAP, TDC, MTS

81

- Advertisement -

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาแกว่งตัวในทิศทางอ่อนตัวลง โดยเน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านบริเวณ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับลงต่อเพื่อทดสอบแนวรับบริเวณ 1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,711 1,798 1,676  แนวต้าน : 1,746 1,760 1,776

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 7.20ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันการพักตัวของดัชนีดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี จะช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดที่  1,745.58  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำถูกแรงขายทำกำไรสลับออกมา  ประกอบกับดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะสู่ระดับสูงสุดในรอบ10เดือนครึ่งที่94.432โดยยังคงได้แรงหนุนจากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะลดQE ภายในสิ้นปี  และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปี 2022นอกจากนี้ดัชนีดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มหลังการเปิดเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ที่พุ่งขึ้นถึง8.1% สู่ระดับ 119.5 ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.4%  นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากถ้อยแถลงของนายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ที่กล่าวว่า “เร็วๆ นี้” จะถึงเวลาแล้วที่เฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE พร้อมเสริมว่าเขาอาจสนับสนุนการเริ่มต้นลด QE อย่างเร็วที่สุดในเดือนพ.ย.และการลด QE จะสิ้นสุดลงภายในกลางปีหน้า  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำร่วงลงหลุดระดับต่ำสุดเดิม  จนกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคเพิ่มซึ่งนั่นทำให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ 1,721.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยประมาณการครั้งสุดท้ายจีดีพีไตรมาส 2/2021, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโกของสหรัฐ

- Advertisement -

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคายังคงสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง ระยะสั้นหากมีแรงดีดกลับประเมินแนวต้านระดับ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อาจจะเกิดแรงขายสลับออกมาเพิ่ม ทั้งนี้ประเมินแนวรับโซน1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้นบริเวณ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนสถานะขาย  หากราคายืนเหนือ1,760ดอลลาร์ต่อออนซ์)แล้วเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรเมื่อราคาอ่อนลงหรือไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อจำนองลดลงสัปดาห์ที่แล้ว เหตุดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 1.1% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งขึ้น และสต็อกบ้านที่ตึงตัว รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ปรับตัวขึ้น
  • ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของจีน ได้ผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์ โดยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้วงเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์ที่มีกำหนดชำระในวันนี้ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยของหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนมี.ค.2567  ผู้ถือหุ้นกู้ดังกล่าวยืนยันว่ายังคงไม่ได้รับการชำระหนี้จากบริษัทจนถึงขณะนี้ หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเวลาทำการในวันนี้แล้ว แม้มีข่าวว่าเอเวอร์แกรนด์สามารถขายหุ้นมูลค่า 9.99 พันล้านหยวน (1.5 พันล้านดอลลาร์) ที่ทางบริษัทถือครองอยู่ในธนาคารเสิ้งจิงให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลจีน  อย่างไรก็ดี เอเวอร์แกรนด์ยังคงมีระยะเวลาผ่อนผันอีก 30 วันเพื่อหาทางระดมทุน ก่อนที่จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้
  • สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 8.1% สู่ระดับ 119.5 ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.4%
  • บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ แถลงในวันนี้ว่า ผลการทดลองพบว่า โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ซึ่งเป็นยาเม็ดสำหรับรักษาโรคโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 หลายสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์เดลตา  นายเจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายวัคซีนและโรคติดเชื้อของเมอร์ค กล่าวว่า เนื่องจากยาโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้เล็งเป้าหมายไปที่หนามโปรตีนของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วๆไป จึงทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสโควิด-19 แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ก็ตาม 
  • ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.61% แตะที่ 94.3392 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.98 เยน จากระดับ 111.59 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9342 ฟรังก์ จากระดับ 0.9299 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2747 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2680 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1600 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1676 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3435 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3531 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7183 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7239 ดอลลาร์
  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสินค้าผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,390.72 จุด เพิ่มขึ้น 90.73 จุด หรือ +0.26% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,359.46 จุด เพิ่มขึ้น 6.83 จุด หรือ + 0.16% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,512.44 จุด ลดลง 34.24 จุด หรือ -0.24%
  • นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวว่า วุฒิสภาจะทำการลงมติในวันนี้ต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 3 ธ.ค. เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องถูกปิดการดำเนินงาน  “เราสามารถอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ถึงโต๊ะท่านประธานาธิบดีก่อนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในช่วงเที่ยงคืนวันพรุ่งนี้” นายชูเมอร์กล่าว

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาแกว่งตัวในทิศทางอ่อนตัวลง โดยเน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านบริเวณ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับลงต่อเพื่อทดสอบแนวรับบริเวณ 1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,711 1,798 1,676  แนวต้าน : 1,746 1,760 1,776

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 7.20ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันการพักตัวของดัชนีดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี จะช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดที่  1,745.58  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำถูกแรงขายทำกำไรสลับออกมา  ประกอบกับดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะสู่ระดับสูงสุดในรอบ10เดือนครึ่งที่94.432โดยยังคงได้แรงหนุนจากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะลดQE ภายในสิ้นปี  และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปี 2022นอกจากนี้ดัชนีดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มหลังการเปิดเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ที่พุ่งขึ้นถึง8.1% สู่ระดับ 119.5 ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.4%  นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากถ้อยแถลงของนายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ที่กล่าวว่า “เร็วๆ นี้” จะถึงเวลาแล้วที่เฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE พร้อมเสริมว่าเขาอาจสนับสนุนการเริ่มต้นลด QE อย่างเร็วที่สุดในเดือนพ.ย.และการลด QE จะสิ้นสุดลงภายในกลางปีหน้า  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำร่วงลงหลุดระดับต่ำสุดเดิม  จนกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคเพิ่มซึ่งนั่นทำให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ 1,721.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยประมาณการครั้งสุดท้ายจีดีพีไตรมาส 2/2021, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโกของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคายังคงสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง ระยะสั้นหากมีแรงดีดกลับประเมินแนวต้านระดับ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อาจจะเกิดแรงขายสลับออกมาเพิ่ม ทั้งนี้ประเมินแนวรับโซน1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้นบริเวณ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนสถานะขาย  หากราคายืนเหนือ1,760ดอลลาร์ต่อออนซ์)แล้วเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรเมื่อราคาอ่อนลงหรือไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อจำนองลดลงสัปดาห์ที่แล้ว เหตุดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 1.1% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งขึ้น และสต็อกบ้านที่ตึงตัว รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ปรับตัวขึ้น
  • ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของจีน ได้ผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์ โดยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้วงเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์ที่มีกำหนดชำระในวันนี้ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยของหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนมี.ค.2567  ผู้ถือหุ้นกู้ดังกล่าวยืนยันว่ายังคงไม่ได้รับการชำระหนี้จากบริษัทจนถึงขณะนี้ หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเวลาทำการในวันนี้แล้ว แม้มีข่าวว่าเอเวอร์แกรนด์สามารถขายหุ้นมูลค่า 9.99 พันล้านหยวน (1.5 พันล้านดอลลาร์) ที่ทางบริษัทถือครองอยู่ในธนาคารเสิ้งจิงให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลจีน  อย่างไรก็ดี เอเวอร์แกรนด์ยังคงมีระยะเวลาผ่อนผันอีก 30 วันเพื่อหาทางระดมทุน ก่อนที่จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้
  • สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 8.1% สู่ระดับ 119.5 ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.4%
  • บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ แถลงในวันนี้ว่า ผลการทดลองพบว่า โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ซึ่งเป็นยาเม็ดสำหรับรักษาโรคโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 หลายสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์เดลตา  นายเจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายวัคซีนและโรคติดเชื้อของเมอร์ค กล่าวว่า เนื่องจากยาโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้เล็งเป้าหมายไปที่หนามโปรตีนของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วๆไป จึงทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสโควิด-19 แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ก็ตาม 
  • ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.61% แตะที่ 94.3392 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.98 เยน จากระดับ 111.59 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9342 ฟรังก์ จากระดับ 0.9299 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2747 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2680 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1600 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1676 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3435 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3531 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7183 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7239 ดอลลาร์
  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสินค้าผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,390.72 จุด เพิ่มขึ้น 90.73 จุด หรือ +0.26% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,359.46 จุด เพิ่มขึ้น 6.83 จุด หรือ + 0.16% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,512.44 จุด ลดลง 34.24 จุด หรือ -0.24%
  • นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวว่า วุฒิสภาจะทำการลงมติในวันนี้ต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 3 ธ.ค. เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องถูกปิดการดำเนินงาน  “เราสามารถอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ถึงโต๊ะท่านประธานาธิบดีก่อนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในช่วงเที่ยงคืนวันพรุ่งนี้” นายชูเมอร์กล่าว

โดย : บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จํากัด

คำแนะนำ : ข่าวร้ายทองลด QE พย.แน่/เลื่อนโหวตขยายเพดานหนี้  ดัน USD พุ่ง คืนนี้ลุ้น GDP

แนวรับ 1720/ 1710/ 1700  แนวต้าน 1741|1750|1770
              Gold/silver           USD                       Baht        DOW (stock)
ระยะสั้น     SW /SW DOWN    SW                      SW                    SW 
ระยะกลาง  SW/SW UP           SW                       SW                SW UP
ระยะยาว BULLISH              Neutral            NEUTRAL         BULLISH
คำแนะนำรายวัน SIDEWAYS  1710-50
จุดเข้า BUY 1710-20
เป้าหมาย 1750-80
SL 1700รายสัปดาห์
คำแนะนำรายเดือน 1720-1835
จุดเข้า BUY 1720 เป้าหมาย 1830/ 1850
SL 1700   

บทวิเคราะห์ : สภาสหรัฐฯช่วยชาติก่อน DEADLINE สิ้นเดือนนี้ โดยเลื่อนการโหวตการขยายเพดานหนี้ตัวเองออกไปอีกสามสัปดาห์ + คอนเฟริมลด QE เดือน พย.แน่ หนุน USD ดีดตัวแรง ทองร่วงต่อ ส่วนการปราศรัยของเฟดในงาน ECB สรุปแนวทางเดิม  คืนนี้ทองต้องลุ้นหนักกับตัวเลขหลายตัว จับตาตัวเลข GDPและการโหวตงบประมาณก้อนโตของไบเดน ว่าตลาดจะมีผลตอบรับอย่างไร ภาพรวมทองเด้งไม่ผ่าน $1750 ก็โดนเทอีกรอบ ดังนั้นในเชิงเทคนิคถ้าวันนี้ทองไม่พลิกกลับขึ้นมา ทองจะมีปัญหามาก
กลยุทธ์ : ทองต้องมาลุ้นวันต่อวันแบบนี้ นักลงทุนระยะสั้นยังแนะเทรดสั้น แต่ระวังค่าเงินบาทที่จะเริ่มแกว่งผันผวน ทำให้ราคาทองไทยไม่หวือหวา ส่วนนักลงทุนระยะกลางทยอยซื้อถือยาวและหยุดถ้าปิดต่ำกว่า $1700


โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า เดือนครึ่ง

คืนนี้สหรัฐจะประกาศจีดีพีไตรมาส 2จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการฯ

ทองคำมีแนวรับสำคัญ1,700 ดอลลาร์

  • ราคาทองคำSpot เมื่อวานปรับลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 เดือนครึ่งเนื่องจากเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างรวดเร็วทำจุดสูงสุดในปีนี้การแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาผู้แทนราษฎรยังเป็นห่วงเรื่องอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่เร่งตัวสูงขึ้นยาวนานกว่าที่เฟดคาดการณ์ไว้มากและอาจสูงไปจนถึงปีหน้าซึ่งทองคำยังได้รับปัจจัยกดดันจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ถือครองทองคำเท่าเดิมเมื่อวาน
  • คืนนี้สหรัฐจะประกาศจีดีพีไตรมาส 2 ซึ่งเป็นประมาณการครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์เพิ่มขึ้น 6.6% เท่ากับประมาณการครั้งก่อนทำให้อาจจะไม่ได้มีผลกระทบมากนัก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ 333,000 รายจากที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 351,000  ราย และดัชนี PMI เขตชิคาโกเดือนก.ย.ตลาดคาดจะลดลงสู่ระดับ 64.9
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spotทางด้านปัจจัยทางด้านเทคนิคเป็นขาลง ซึ่งทองคำมีแนวรับสำคัญ 1,700 ดอลลาร์ ระยะสั้นทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 1,720 ดอลลาร์และ 1,700 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 1,740 ดอลลาร์และ 1,750 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,726.20-7.201,720/1,7001,740/1,750

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
27,900+5027,650/27,35027,950/28,100

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
27,930-11027,780/27,50028,100/28,260

แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคาทอง Spot ปรับขึ้นมาที่บริเวณ 1,770 ดอลลาร์ (GF 28,270 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,780 ดอลลาร์ (GF 28,400 บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,730.00-15.801,723/1,7031,743/1,753

แนะนำเปิดสถานะขายเมื่อราคา GOZ21ปรับขึ้นมาที่บริเวณ 1,753 ดอลลาร์  โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,763ดอลลาร์

ค่าเงิน

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศและเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในการประชุมเฟดสัปดาห์ก่อนโดยUSD Futures เดือนก.ย.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 33.80 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน34บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ: ดอลล์แข็งค่ารับคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (29 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ทั้งนี้ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินเพิ่มขึ้น 0.61% แตะที่ 94.3392 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดร่วง $14.6 เหตุดอลล์แข็งค่า-วิตกเฟดหั่นQE

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อคืนที่ผ่านมา (29 ก.ย.) โดยสัญญาทองคำร่วงลงติดต่อกันวันที่ 2 และล่าสุดดิ่งหลุดจากระดับ 1,730 ดอลลาร์เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 14.6 ดอลลาร์หรือ 0.84% ปิดที่ 1,722.9 ดอลลาร์/ออนซ์ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.ปีนี้สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 98.2 เซนต์หรือ 4.37% ปิดที่ 21.485 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดลบ 46 เซนต์วิตกสต็อกน้ำมันดิบพุ่ง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนที่ผ่านมา (29 ก.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วสวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะลดลงนอกจากนี้การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดสัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 46 เซนต์หรือ 0.6% ปิดที่ 74.83 ดอลลาร์/บาร์เรลสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 45 เซนต์หรือ 0.6% ปิดที่ 78.64 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดบวก 90.73 จุดรับแรงซื้อหุ้นปลอดภัย

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (29 ก.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสินค้าผู้บริโภคอย่างไรก็ดีดัชนีNasdaqปิดในแดนลบเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,390.72 จุดเพิ่มขึ้น 90.73 จุดหรือ +0.26% ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,359.46 จุดเพิ่มขึ้น 6.83 จุดหรือ + 0.16% ดัชนีNasdaqปิดที่ 14,512.44 จุดลดลง 34.24 จุดหรือ -0.24%

สื่อตีข่าวFDA เล็งอนุมัติใช้วัคซีนบูสเตอร์ครึ่งโดสของโมเดอร์นา

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่าคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะอนุมัติการใช้วัคซีนบูสเตอร์ป้องกันโรคโควิด-19แบบครึ่งโดสของบริษัทโมเดอร์นาอิงค์รายงานระบุว่าที่ผ่านมานั้นFDA ได้พยายามขอข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนบูสเตอร์แบบเต็มโดสของบริษัทโมเดอร์นาแต่ในขณะนี้FDA มีความพร้อมที่จะผลักดันและพิจารณาการอนุมัติใช้วัคซีนบูสเตอร์แบบครึ่งโดสตามที่โมเดอร์นายื่นเสนออย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ของโมเดอร์นาและFDA ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆต่อรายงานข่าวดังกล่าว

“ไฟเซอร์” ยื่นข้อมูลทดลองวัคซีนโควิดในกลุ่มเด็กเล็กคาดเริ่มฉีดในต.ค.

บริษัทไฟเซอร์อิงค์และไบออนเทคเอสอีได้ยื่นข้อมูลการทดลองทางคลินิกขั้นต้นสำหรับการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19ในกลุ่มเด็กอายุ5-11ปีและระบุเสริมว่าบริษัทจะยื่นขออนุมัติอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐเพื่อใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐกล่าวว่าจะตรวจสอบข้อมูลสำหรับเด็กกลุ่มนี้ให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุดซึ่งมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะเป็นเดือนนั่นอาจหมายถึงการอนุญาตให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ภายในสิ้นเดือนต.ค.   สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) ระบุว่าชาวอเมริกันหลายล้านคนต่างรอคอยการตัดสินใจเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กเล็กเนื่องจากยอดติดเชื้อโควิด-19ในกลุ่มเด็กเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในช่วงต้นเดือนก.ย.   นอกจากนี้วัคซีนของไฟเซอร์/ไบออนเทคได้รับอนุญาตให้ใช้งานสำหรับกลุ่มอายุ12-15ปีภายในประมาณ1เดือนหลังจากที่บริษัทต่างๆได้ยื่นขออนุญาตหากการยื่นขออนุญาตเป็นไปตามระยะเวลาเดียวกันกลุ่มเด็กเล็กอาจจะสามารถเริ่มฉีดวัคซีนได้ทันทีในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ทั้งนี้การอนุมัติใช้วัคซีนที่รวดเร็วสามารถช่วยลดยอดผู้ติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้เนื่องจากโรงเรียนต่างๆเปิดดำเนินการแล้วทั่วประเทศ

“เฟาชี” เผยNIH เล็งเผยผลทดลองฉีดวัคซีนโควิดเข็มบูสเตอร์สูตรไขว้เร็วๆนี้

นายแพทย์แอนโทนีเฟาชีแพทย์ใหญ่ประจำคณะทำงานด้านการควบคุมโรคโควิด-19ของทำเนียบขาวเปิดเผยเมื่อวานนี้ (28ก.ย.) ว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19เข็มกระตุ้นสูตรไขว้ภายใน2สัปดาห์ข้างหน้านายแพทย์เฟาชีแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวว่าแม้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) จะอนุมัติให้ฉีดไฟเซอร์เข็มบูสเตอร์ในผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงสูงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24ก.ย.) แต่เฉพาะผู้ที่ได้รับไฟเซอร์2โดสแรกเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับเข็มที่3อย่างไรก็ดีสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) ใกล้จะได้ข้อสรุปจากผลการทดลองฉีดเข็มบูสเตอร์สูตรไขว้ของไฟเซอร์, โมเดอร์นาและจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (J&J)    “เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆที่เราดำเนินการเรื่องการฉีดวัคซีนสูตรไขว้นี้ต้องยื่นขออนุมัติจากFDA เช่นกันดังนั้นอย่างไรก็ควรจะรอFDA ก่อนแต่อย่างน้อยนั่นคือข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้” นายแพทย์เฟาชีกล่าวนายแพทย์เฟาชีเปิดเผยด้วยว่าข้อมูลผลการทดลองฉีดวัคซีนสูตรไขว้ของJ&J จะออกมาภายใน1สัปดาห์ขณะที่การทดลองของไฟเซอร์อาจเสร็จสิ้นช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ส่วนข้อมูลผลการทดลองของโมเดอร์นาได้ออกมาเรียบร้อยแล้วทั้งนี้นายแพทย์เฟาชีให้ความเห็นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่นายฟรานซิสคอลลินส์ผู้อำนวยการของNIH กล่าวว่าทางNIH ยังคงทบทวนผลการทดลองฉีดวัคซีนสูตรไขว้ที่ให้เข็มบูสเตอร์ต่างยี่ห้อกับโดสแรกเริ่มพร้อมเสริมว่าCDC และFDA จะเผยผลการประเมินการฉีดเข็มบูสเตอร์ของโมเดอร์นาและJ&J ในอีกไม่กี่สัปดาห์

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

ราคาแกว่งตัวในทิศทางอ่อนตัวลง โดยเน้นการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น หากราคาไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านบริเวณ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับลงต่อเพื่อทดสอบแนวรับบริเวณ 1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,711 1,798 1,676  แนวต้าน : 1,746 1,760 1,776

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 7.20ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันการพักตัวของดัชนีดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี จะช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดที่  1,745.58  ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำถูกแรงขายทำกำไรสลับออกมา  ประกอบกับดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะสู่ระดับสูงสุดในรอบ10เดือนครึ่งที่94.432โดยยังคงได้แรงหนุนจากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะลดQE ภายในสิ้นปี  และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปี 2022นอกจากนี้ดัชนีดอลลาร์ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มหลังการเปิดเผยดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ที่พุ่งขึ้นถึง8.1% สู่ระดับ 119.5 ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.4%  นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากถ้อยแถลงของนายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ที่กล่าวว่า “เร็วๆ นี้” จะถึงเวลาแล้วที่เฟดจะเริ่มลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE พร้อมเสริมว่าเขาอาจสนับสนุนการเริ่มต้นลด QE อย่างเร็วที่สุดในเดือนพ.ย.และการลด QE จะสิ้นสุดลงภายในกลางปีหน้า  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำร่วงลงหลุดระดับต่ำสุดเดิม  จนกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคเพิ่มซึ่งนั่นทำให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ 1,721.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้  ติดตามการเปิดเผยประมาณการครั้งสุดท้ายจีดีพีไตรมาส 2/2021, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เขตชิคาโกของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคายังคงสร้างระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง ระยะสั้นหากมีแรงดีดกลับประเมินแนวต้านระดับ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อาจจะเกิดแรงขายสลับออกมาเพิ่ม ทั้งนี้ประเมินแนวรับโซน1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายทำกำไรระยะสั้นบริเวณ 1,737-1,746 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนสถานะขาย  หากราคายืนเหนือ1,760ดอลลาร์ต่อออนซ์)แล้วเข้าซื้อคืนเพื่อทำกำไรเมื่อราคาอ่อนลงหรือไม่หลุดบริเวณแนวรับ 1,717-1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อจำนองลดลงสัปดาห์ที่แล้ว เหตุดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 1.1% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งขึ้น และสต็อกบ้านที่ตึงตัว รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ปรับตัวขึ้น
  • ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่อันดับ 2 ของจีน ได้ผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 สัปดาห์ โดยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้วงเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์ที่มีกำหนดชำระในวันนี้ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยของหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนมี.ค.2567  ผู้ถือหุ้นกู้ดังกล่าวยืนยันว่ายังคงไม่ได้รับการชำระหนี้จากบริษัทจนถึงขณะนี้ หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเวลาทำการในวันนี้แล้ว แม้มีข่าวว่าเอเวอร์แกรนด์สามารถขายหุ้นมูลค่า 9.99 พันล้านหยวน (1.5 พันล้านดอลลาร์) ที่ทางบริษัทถือครองอยู่ในธนาคารเสิ้งจิงให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลจีน  อย่างไรก็ดี เอเวอร์แกรนด์ยังคงมีระยะเวลาผ่อนผันอีก 30 วันเพื่อหาทางระดมทุน ก่อนที่จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้
  • สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) พุ่งขึ้น 8.1% สู่ระดับ 119.5 ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.4%
  • บริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ แถลงในวันนี้ว่า ผลการทดลองพบว่า โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ซึ่งเป็นยาเม็ดสำหรับรักษาโรคโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 หลายสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์เดลตา  นายเจย์ โกรเบลอร์ หัวหน้าฝ่ายวัคซีนและโรคติดเชื้อของเมอร์ค กล่าวว่า เนื่องจากยาโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้เล็งเป้าหมายไปที่หนามโปรตีนของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วๆไป จึงทำให้ยาโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสโควิด-19 แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์ก็ตาม 
  • ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.61% แตะที่ 94.3392 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.98 เยน จากระดับ 111.59 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9342 ฟรังก์ จากระดับ 0.9299 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2747 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2680 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1600 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1676 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3435 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3531 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7183 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7239 ดอลลาร์
  • ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและสามารถต้านทานวัฎจักรทางเศรษฐกิจได้ดี (defensive stocks) เช่นหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสินค้าผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นปัจจัยฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,390.72 จุด เพิ่มขึ้น 90.73 จุด หรือ +0.26% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,359.46 จุด เพิ่มขึ้น 6.83 จุด หรือ + 0.16% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,512.44 จุด ลดลง 34.24 จุด หรือ -0.24%
  • นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวว่า วุฒิสภาจะทำการลงมติในวันนี้ต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่ 3 ธ.ค. เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องถูกปิดการดำเนินงาน  “เราสามารถอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ถึงโต๊ะท่านประธานาธิบดีก่อนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในช่วงเที่ยงคืนวันพรุ่งนี้” นายชูเมอร์กล่าว

โดย : บริษัท จีแคป จำกัด

แนวโน้มราคาทองคำช่วงเช้า

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้   

มุมมองทองคำภาคเช้า  ทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) โดยบรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์และการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 1.54% เมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. โดยการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย  สำหรับปัจจัยที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างมากเมื่อคืนนี้ มาจากความวิตกเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ รวมทั้งการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดถึง 1 ปี

นอกจากนี้นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ซึ่งได้แก่ GDP  จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน  ดัชนีจัดซื้อจัดจ้างชิคาโก้  ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคล พื้นฐาน  ดัชนีฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต ISM  ค่าใช้จ่ายด้านก่อสร้าง  ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.มิชิแกน   เป็นต้น            

สรุปภาวะแลกเปลี่ยนเงินตรา

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

แนะแนวทางการลงทุน

แนวรับ 1,720-  1,714- 1,709

แนวต้าน  1,737–1,743– 1,750

ราคาทองคำโดนแรงเทขายหลังจากสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าและบอนด์ยิลด์ที่ดีดตัวขึ้น  นอกจากนี้ตลาดยังรับข่าวข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ  อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังสามารถเปิดเก็งกำไร ทิศทางขาลงได้  โดยเน้นเก็งกำไรระยะสั้น ๆ

โดย : บริษัท ที.ดี.ซี. โกลด์ จำกัด

สหรัฐกำลังพยายามผลักดันร่างงบประมาณเพื่อเพิ่มเพดานหนี้และหลีกเลี่ยงการเกิดGovernment shutdown ให้ทันภายในวันศุกร์นี้ ซึ่งหากมติล่าสุดผ่านวุฒิสภาจะถูกส่งต่อให้ส.ส.ลงนามเพื่อส่งต่อให้ ปธน.ไบเดน ทั้งนี้การเกิด Government shutdownโดยปกติแล้วจะไม่ส่งผลต่อราคาหุ้นและทองคำอย่างมีนัยสำคัญเท่าไรนัก สำหรับราคาทองคำมองว่าเกิด Bullish divergence ในระยะสั้น เป็นสัญญาณในการชะลอการลง แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามในภาพรวมว่าจะดีดได้แรงหรือไม่

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำปรับตัวลดลงทำต่ำสุดใหม่ในรอบ 5 เดือนบริเวณ 1,721 เหรียญโดยประมาณ ก่อนที่จะดีดกลับมาปิดบริเวณ 1,728 เหรียญ ซึ่งภาพรวมของดัชนีดอลลาร์ยังเป็นทิศทางแข็งค่าและดัชนีดอลลาร์เมื่อวานจากที่เปิดตลาด 93.81 จุด ปิดแถว 94.37 จุด และเช้านี้ทรงตัวบริเวณ 94.33 จุด  ด้านเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่องหลังช่วงเช้าไปทำระดับ 33.34 บาท/ดอลลาร์ โดยทำสูงสุดที่ 34 บาท/ดอลลาร์ ท่ามกลางกนง.ที่ยังคงดอกเบี้ยตามคาด 0.5% พร้อมมองเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ 0.7% ขณะที่ปีหน้าโต 3.9% ทางด้านถ้อยแถลงของนายเจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด ที่ยังมีมุมมองเงินเฟ้อสูงแต่เชื่อว่าน่าจะอ่อนตัวลงมาได้ ขณะที่การจะขึ้นดอกเบี้ยจะต้องขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของการจ้างงาน สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ ได้แก่ Pending Home Sales ออกมาดีเกินคาดแตะ 8.1% ขณะที่เดือนก่อนหน้าปรับทบทวนร่วงลง -2% สำหรับวันนี้ต้องติดตาม Final GDP ที่คาดว่าจะโตได้ 6.6% ขณะที่ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานคาดจะออกมาดีขึ้นเล็กน้อย แต่ Chicago PMI คาดจะออกมาแย่ลงเล็กน้อย ในส่วนของ SPDR ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมยังถือครองเท่าเดิมที่ 990.03 ตัน

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค 

ราคาทองคำยังปรับตัวลดลงอย่างช้าๆต่อเนื่อง โดยยังคงทำต่ำสุดใหม่ และวันนี้คาดหวังว่าจะเห็นราคาอยู่ในกรอบแนวรับ 1,715 หรียญ และแนวต้าน 1,750 เหรียญ ยังมองภาพรวมเป็นทิศทางแนวโน้มขาลง สำหรับ Comex  Gold และ Gold Online Futures คาดว่าจะมีแนวรับ 1,720 เหรียญ และแนวต้าน 1,752 เหรียญ นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าการที่เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ดูจะเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำไทยให้ปรับตัวลงไม่มากและอาจจะขยับขึ้นในบางช่วง ส่งผลให้ทองคำไทยเคลื่อนไหว Sideways เป็นลักษณะ Sideway Down โดยวันนี้คาดว่าราคาทองคำไทยวันนี้จะเปิด -50 บาท/บาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ 

แนะนำเล่นสั้นทำกำไรขาลงในกรอบ มี Stop Loss หากสูงกว่า 1,750 เหรียญ

– นักลงทุนที่ถือ Long Position  
ไม่แนะนำให้ถือครองสถานะในเวลานี้ แนะนำให้ทำการบริหารพอร์ตสมดุลกับการแกว่งตามทิศทางขาลง

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

หาจังหวะขายก่อนตามแนวต้านหรือเมื่อราคารีบาวน์ และรอซื้อกลับตามแนวรับ มี Stop Loss หากสูงกว่า 1,750 เหรียญ


Gold Futures 10V21 จะมีแนวรับที่ระดับ 27,800 บาท และแนวต้านที่ระดับ 28,100 บาท

ที่มา : gold.in.th ( 30 ก,ย. 64)

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

%d bloggers like this: