ราคาทองวันนี้ ข่าวทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 4 ต.ค.64 by HGF, SCT, GT, GCAP, YLG, MTS, TDC

98

- Advertisement -

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

สัปดาห์ก่อนราคาทองคำปรับลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ สัปดาห์

สัปดาห์นี้ติดตามการจ้างงานของสหรัฐเดือนก.ย.

ทองคำคาดจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways up

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำSpot ปรับลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์แตะ 1,721 ดอลลาร์เนื่องจากเงินดอลลาร์แข็งค่ามากที่สุดในปีนี้โดยการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาคองเกรสแถลงว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐเร่งตัวสูงขึ้นยาวนานกว่าที่เฟดคาดไว้มาก และเฟดจะใช้เครื่องมือที่มีอยู่เพื่อยับยั้งอัตราเงินเฟ้อถ้าจำเป็น แต่ราคาทองคำเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากสหรัฐประกาศจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สูงกว่าตลาดคาด และความขัดแย้งของสภาคองเกรสเกี่ยวกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐทางด้านกองทุน SPDRขายทองคำ 6.98 ตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • สัปดาห์นี้ติดตามการจ้างงานของสหรัฐเดือนก.ย.การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐกำหนดเส้นตายวันที่ 18 ต.ค. และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งคาดราคาทองคำจะผันผวนถ้าการจ้างงานสหรัฐออกมาแตกต่างจากที่ตลาดคาดไว้มาก ซึ่งตลาดคาดการจ้างงานภาคเอกชน ADP และการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 455,000 ตำแหน่ง และเพิ่มขึ้น 490,000 ตำแหน่งตามลำดับ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีPMIภาคบริการเดือนก.ย. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนส.ค. ดุลการค้าเดือนส.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • แนวโน้มราคาทองคำ Spotคาดจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways upโดยมีปัจจัยหนุนเรื่องปัญหาหนี้ของสหรัฐและไชน่า เอเวอร์แกรนด์ ระยะสั้นทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 1,750 ดอลลาร์และ 1,740 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 1,770 ดอลลาร์และ 1,780 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

- Advertisement -

Closechg.SupportResistance
1,760.65+4.051,750/1,7401,770/1,780

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,000+5027,800/27,65028,150/28,250

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,130+5027,970/27,82028,290/28,400

แนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรที่ราคาทองคำ Spot1,750 ดอลลาร์ (GF27,970 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,740 ดอลลาร์ (GF27,820 บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,764.00+5.001,753/1,7431,773/1,783

แนะนำเข้าซื้อเก็งกำไรที่ราคา GOZ211,753ดอลลาร์โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,743ดอลลาร์

ค่าเงิน

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดแข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศอาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและกระทบทางลบต่อเงินบาท โดยUSD Futures เดือนธ.ค.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 33.60 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 33.80บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ: ดอลล์อ่อนค่าตลาดปรับตัวรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดบวก 85 เซนต์นลท.จับตาประชุมโอเปกพลัส 4 ต.ค.นี้

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมกำหนดนโยบายการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกพลัสในวันจันทร์ที่ 4 ต.ค. และตลาดได้ปรับตัวรับการคาดการณ์ที่ว่ากลุ่มโอเปกพลัสจะมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 400,000 บาร์เรล/วันสำหรับเดือนพ.ย.    สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 85 เซนต์หรือ 1.1% ปิดที่ 75.88 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2561 และปรับตัวขึ้น 2.6% ในรอบสัปดาห์นี้สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 97 เซนต์หรือ 1.2% ปิดที่ 79.28 ดอลลาร์/บาร์เรลและปรับตัวขึ้นเกือบ 2.7% ในรอบสัปดาห์นี้

ตลาดหุ้นต่างประเทศ : ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 482.54 จุดขานรับข้อมูลเศรษฐกิจเชิงบวก

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นไปในเชิงบวก, ความคืบหน้าในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และแนวโน้มการผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,326.46 จุดเพิ่มขึ้น 482.54 จุดหรือ +1.43%, ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,357.04 จุดเพิ่มขึ้น 49.50 จุดหรือ +1.15% และดัชนีNasdaqปิดที่ 14,566.70 จุดเพิ่มขึ้น 118.12 จุดหรือ +0.82%    แต่ในรอบสัปดาห์นี้ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1.4%, ดัชนีS&P500 ปรับตัวลง 2.2% และดัชนีNasdaqร่วงลง 3.2%

ผู้แทนการค้าสหรัฐเตรียมเปิดเผยนโยบายการค้าจีนวันจันทร์หน้า

นางแคเธอรีนไท่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เตรียมเปิดเผยกลยุทธ์ของรัฐบาลสหรัฐในด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในวันจันทร์หน้า (4ต.ค.)แถลงการณ์ของUSTR ระบุว่านางไท่จะกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับการทบทวนนโยบายการค้าของจีนที่ศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์ในกรุงวอชิงตันและจะมีการเปิดช่วงถาม-ตอบด้วยด้านสหรัฐกล่าวว่าจีนไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกและสหรัฐตั้งใจที่จะคงนโยบายดังกล่าวในข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศอนึ่งปธน.โจไบเดนแห่งสหรัฐยังคงเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นนโยบายที่กำหนดตั้งแต่สมัยของอดีตปธน.โดนัลด์ทรัมป์แต่จนถึงปัจจุบันฝ่ายบริหารของนายไบเดนได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการการค้านอกตลาดและแนวทางปฏิบัติด้านเงินอุดหนุนของจีนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนอกจากนี้ความตึงเครียดระหว่าง2มหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยเช่นกันเนื่องจากสหรัฐได้จำกัดไม่ให้บริษัทจีนเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวของสหรัฐ

S&P เตือนสหรัฐเสี่ยงถูกลดเครดิตสู่ระดับต่ำสุดหากรัฐบาลผิดนัดชำระหนี้

เอสแอนด์พีโกลบอลเรทติ้งส์ (S&P) เตือนว่าตลาดการเงินอาจได้รับผลกระทบรุนแรงหากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้และอาจทำให้สหรัฐมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างไรก็ดีS&P คาดว่าในท้ายที่สุดแล้วสภาคองเกรสจะสามารถแก้ปัญหาเพดานหนี้ได้ทันเวลา    “หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับประเทศรายใหญ่ในกลุ่มG7อย่างสหรัฐ” S&P ระบุนายจอยดีปมัคเฮอร์จีนักวิเคราะห์ของS&P เตือนว่าการผิดนัดชำระหนี้อาจส่งผลให้สหรัฐถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับD  ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด     “S&P จะดำเนินการกับสหรัฐเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่ผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรกระทรวงการคลัง, ตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งหากเกิดสถานการณ์เหล่านี้อันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐก็จะถูกปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุด” นายมัคเฮอร์จีกล่าวนายมัคเฮอร์จียังกล่าวด้วยว่าโดยปกติแล้วการผิดนัดชำระหนี้มักจะมีสาเหตุมาจากความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการเงินนอกจากนี้ปัจจัยด้านการเมืองก็เป็นแรงขับเคลื่อนการอภิปรายเรื่องเพดานหนี้ในสหรัฐ

ไบเดนลงนามรับรองกฎหมายงบประมาณชั่วคราวหน่วยงานรัฐรอดชัตดาวน์ถึง3ธ.ค.

ประธานาธิบดีโจไบเดนแห่งสหรัฐได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวแล้วซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐให้มีงบประมาณใช้จ่ายจนถึงวันที่3ธ.ค.นี้และหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องถูกปิดการดำเนินงานการลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากวุฒิสภาสหรัฐให้การอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียง65-35และหลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐให้การอนุมัติด้วยคะแนนเสียง254-175ปธน.ไบเดนได้แถลงภายหลังการลงนามเพื่อบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวว่า “กฎหมายงบประมาณชั่วคราวถือเป็นความจำเป็นและเป็นความเร่งด่วนของสหรัฐอย่างไรก็ดีรัฐบาลยังมีภารกิจอีกมากที่ต้องทำ”    ทั้งนี้สภาคองเกรสลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อไม่ให้หน่วยงานของรัฐบาลต้องถูกชัตดาวน์ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีที่30ก.ย. ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งหากสภาคองเกรสล้มเหลวในการดำเนินการดังกล่าวก็จะส่งผลให้พนักงานของรัฐบาลกลางสหรัฐต้องถูกเลิกจ้างงานในช่วงเวลาที่สหรัฐยังคงเผชิญกับวิกฤตด้านสาธารณสุขอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดย : บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จํากัด

คำแนะนำ : ทองฟื้นแต่ต้องวัดกับตัวเลขจ้างงานสัปดาห์นี้ที่คาดว่าจะดีขึ้นมาก
 
แนวรับ 1750/ 1735/ 1725  แนวต้าน 1775|1788|1800
              Gold/silver           USD                       Baht        DOW (stock)
ระยะสั้น     SW                       SW                        SW                    SW 

ระยะกลาง  SW/SW UP           SW                       SW                SW UP
ระยะยาว BULLISH              Neutral            NEUTRAL         BULLISH
คำแนะนำรายวัน SIDEWAYS  1740-78
จุดเข้า BUY 1735-45
เป้าหมาย 1775-88
SL 1719

รายสัปดาห์
คำแนะนำรายเดือน 1720-1835
จุดเข้า BUY 1730-40 เป้าหมาย 1830/ 1850
SL 1719   

บทวิเคราะห์ : สัปดาห์ที่ผ่านมาทองร่วงแรงจากการรับข่าวการ TAPERING QE เดือน พย.และแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันพุ่งหนุนคนมาซื้อทองกันเงินเฟ้อเหมือนในอดีต ทำให้ราคาทองฟื้นตัวจาก $1720 กลับมาปิดตลาด $1760 ได้ จึงถือว่าทองยังมีลุ้นในทรงขาขึ้นต่อในระยะกลางยาว สัปดาห์นี้ทองจะต้องวัดกับตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯที่จะทยอยประกาศตั้งแต่คืนวันพุธจนวันศุกร์ ที่คาดการณ์ว่าจะดีขึ้นเยอะด้วย ทำให้ราคาทองในสัปดาห์นี้น่าจะผันผวนต่อทั้งทองโลกและบาท คืนนี้มีประชุมใหญ่น้ำมัน OPEC ถ้าน้ำมันขึ้นจะเป็นบวกกับทองต่อไป ส่วนเรื่องขยายเพดานหนี้สหรัฐฯเลื่อนชั่วคราวออกไปก็จริงแต่ DEADLINE หนี้คือวันที่ 18 เดือนนี้
กลยุทธ์  : มองความผันผวนเช่นเดิมในราคาทองไทย แต่ BULLISH BIAS  โดยค่าเงินบาทมีต้านสำคัญ 34 บาท ส่วนทองมีแนวต้านสำคัญ 1775-80 แนวรับ $1735-40 จุด STOP 1719 แนะซื้อสะสมช่วงย่อตัวเช่นเดิม และเน้นเทรดสั้นไวๆก่อนบาทแข็งค่า

โดย : บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

Fundamental

  • สหรัฐฯรอด shutdown ถึง 3 ธ.ค. หลังไบเดนเพิ่งเซ็นรับรองร่างกฎหมายงบรายจ่าย
  • สหรัฐฯเผยจีนไม่ทำข้อตกลงการค้าเฟสแรกไม่ครบ แต่ไม่ได้ระบุแนวทางการลงโทษการกระทำดังกล่าว
  • สหรัฐรายงานเงินเฟ้อเดือนส.ค.พุ่งสูงสุดรอบ 30 ปี
  • ดัชนี PMI ภาคการผลิตในเดือน ก.ย. ของสหรัฐฯ แตะระดับต่ำสุดในรอบ เดือน

Technical

  • ราคาเบรกเส้นแนวโน้มขาลงได้และกำลังทดสอบเส้นMA แต่ RSI ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูง จึงมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นได้อีกไม่มากก่อนพักตัว
  • ราคากำลังพยายามยืนบนเส้นแนวโน้มขาลงและเส้น MA เพื่อรอแรงซื้อให้ดันขึ้นไปต่อ แต่ RSI เริ่มเตือนด้วย bearish divergence
  • ทิศทางวันนี้แกว่งขึ้นเพื่อย่อพัก 1,760
  • จับจังหวะเล่นยังไง?ซื้อเมื่ออ่อนตัว

Attention

ทั่วโลกยังคงจับตาเอเวอร์แกรนด์ต่อ ว่ารัฐบาลจีนจะเข้ามาพยุงฐานะหรือจะช่วยจัดการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่ หลังบริษัทขอขยายเวลาชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ออกไป 1 เดือน และยังมีดอกเบี้ยหุ้นกู้ชุดอื่นที่ทยอยครบกำหนดชำระอีกเรื่อย ๆ

โดย : บริษัท จีแคป จำกัด

แนวโน้มราคาทองคำช่วงเช้า

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ  ดอลลาร์อ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนขายดอลลาร์ หลังปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ พุ่งขึ้น 3.6% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2534 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.5% 

มุมมองทองคำภาคเช้า  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ พุ่งขึ้น 3.6% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2534 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.5%  นอกจากนี้ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงได้ช่วยหนุนสัญญาทองคำด้วย โดยดอลลาร์ที่อ่อนค่าจะเพิ่มความน่าดึงดูดของทอง และทำให้สัญญาทองมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น

สรุปภาวะแลกเปลี่ยนเงินตรา

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) หลังนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ

แนะแนวทางการลงทุน

แนวรับ 1,747-  1,742- 1,737

แนวต้าน  1,775–1,780– 1,785

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อหลังเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญได้พุ่งขึ้น มากที่สุดในรอบหลายปี  ฝั่งซื้อแนะถือรอปิดทำกำไรแนวต้าน

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เน้นเก็งกำไรจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อที่แนวรับบริเวณ 1,753-1,749 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,769-1,771 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อ

แนวรับ : 1,749 1,73 1,721  แนวต้าน : 1,771 1,787 1,808

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.90ดอลลาร์ต่อออนซ์  ทั้งนี้  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดในระหว่างวันที่ 1,764.12 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวที่ปรับตัวลดลงในวันศุกร์  เนื่องจากเทรดเดอร์ปรับสถานะการลงทุนสำหรับไตรมาส 4 ของปี และเกิดแรงซื้อคืนพันธบัตรหลังจากการเทขายครั้งใหญ่รับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณเตรียมจะประกาศลด QE ในเดือนพ.ย.และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปีหน้า  นอกจากนี้  ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนเพิ่มจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันในวันศุกร์ ตามการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ  ขณะที่นักลงทุนขายกำไรสกุลเงินดอลลาร์หลังจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา  อย่างไรก็ดี  การอ่อนค่าของดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากตลาดยังคงวิตกเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐก่อนเส้นตายวันที่ 18 ต.ค.นี้ ซึ่งกระตุ้นแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย  บวกรวมกับนักลงทุนบางส่วนมองว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์ในขณะนี้เป็นการปรับตัวลดลงเพียงชั่วคราว  ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ถูกเปิดเผยในวันศุกร์ต่างก็ออกมาดีเกินคาด  ไม่ว่าจะเป็นดัชนีภาคการผลิตในเดือนก.ย.จาก ISM, ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากม.มิชิแกน และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐานที่พุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.1991 นั่นเป็นปัจจัยสกัดช่วงบวกของราคาทองคำ  ส่งผลให้ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด   ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -3.49 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยยอดสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

ระหว่างวันหากราคาทองคำไม่หลุด  1,753-1,749 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสเกิดแรงดีดกลับและราคาอาจพยายามจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,769-1,771 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อาจจะเกิดแรงขายสลับออกมาเพิ่ม

กลยุทธ์การลงทุน :

เน้นทำกำไรระยะสั้นโดยเสี่ยงเปิดสถานะซื้อ โดยใช้บริเวณ 1,753-1,749 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,735 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ ให้ชะลอการเข้าซื้อออกไป) ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะทำกำไรตั้งแต่ราคา 1,769-1,771 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัว

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดอลล์อ่อนค่า ตลาดปรับตัวรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังนักลงทุนปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ  ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.20% แตะที่ 94.0364 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 111.04 เยน จากระดับ 111.37 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9300 ฟรังก์ จากระดับ 0.9325 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2635 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2658 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1597 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1583 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3553 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3475 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.7266 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7230 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (+) ไต้หวันฮึ่มหลังจีนส่งเครื่องบินทหาร 38 ลำรุกล้ำน่านฟ้าไต้หวันระบุว่า เครื่องบินทหารของจีนจำนวน 38 ลำได้บินเข้าสู่เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของไต้หวันเมื่อวันศุกร์ (1 ต.ค.) ซึ่งถือเป็นการบุกรุกครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพจีนภายในวันเดียว  กระทรวงกลาโหมของไต้หวันเปิดเผยว่า เครื่องบิน 25 ลำซึ่งรวมถึงเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดได้บินเข้าสู่เขต ADIZ ซึ่งอยู่เหนือน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวันในช่วงกลางวัน และระบุว่า เครื่องบินอีก 13 ลำได้บินเข้าสู่เขตดังกล่าวในเวลากลางคืน  เครื่องบินดังกล่าว 12 ลำได้บินผ่านช่องแคบบาชิซึ่งอยู่ระหว่างไต้หวันและฟิลิปปินส์ และเข้าสู่เหนือน่านน้ำฝั่งแปซิฟิกของไต้หวันก่อนจะบินกลับไปตามเส้นทางเดิม  การรุกล้ำของเครื่องบินทหารของจีนถึง 38 ลำในวันเดียวนั้น นับเป็นการบุกรุกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กระทรวงกลาโหมของไต้หวันได้เริ่มเปิดเผยข้อมูลนี้เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว
  • (+) สหรัฐเตรียมประกาศตอบโต้ หลังจีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเฟสแรกแหล่งข่าวเปิดเผยกับ CNBC ว่า นางแคเธอรีน ไท่ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) จะประกาศในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (4 ต.ค.) ว่า จีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ทำไว้กับรัฐบาลสหรัฐในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  แหล่งข่าวระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนจะต้องซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ในระยะ 2 ปี แต่จีนไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว  การประกาศดังกล่าวของนางไท่จะเป็นการแสดงถึงการตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มีต่อจีน โดยนางไท่จะแถลงถึงการทบทวนนโยบายการค้ากับจีนที่กรุงวอชิงตันในวันจันทร์ที่จะถึงนี้  ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า USTR จะตอบโต้จีนอย่างไร ขณะที่แหล่งข่าวเผยกับ CNBC ว่า USTR กำลังประเมินการปฎิบัติการที่เป็นไปได้กับจีนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งอาจรวมถึงการขึ้นภาษี
  • (-) “เมอร์ค” เตรียมยื่นเรื่อง FDA ขออนุมัติใช้ยาโมลนูพิราเวียร์เมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ของสหรัฐ และบริษัทริดจ์แบ็ค ไบโอเทราพิวติกส์ แถลงในวันนี้ว่า ทางบริษัทเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เพื่อขออนุมัติการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ในกรณีฉุกเฉิน หลังการทดลองทางคลินิกได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ 
  • (-) ผลสำรวจม.มิชิแกนชี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนก.ย.ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 72.8 ในเดือนก.ย. จากระดับ 70.3 ในเดือนส.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้
  • (-) ดัชนี PMI ภาคการผลิตสหรัฐต่ำสุดรอบ 5 เดือนในก.ย.ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 60.7 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. จากระดับ 61.1 ในเดือนส.ค.
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคการผลิตสหรัฐปรับตัวขึ้นในเดือนก.ย. สวนทางคาดการณ์สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 61.1 ในเดือนก.ย. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 59.6 จากระดับ 59.9 ในเดือนส.ค.
  • (-) สหรัฐเผยเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดรอบ 30 ปีในเดือนส.ค.กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ พุ่งขึ้น 3.6% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2534 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.5% 
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 482.54 จุด ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจเชิงบวกดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นไปในเชิงบวก, ความคืบหน้าในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และแนวโน้มการผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,326.46 จุด เพิ่มขึ้น 482.54 จุด หรือ +1.43%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,357.04 จุด เพิ่มขึ้น 49.50 จุด หรือ +1.15% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,566.70 จุด เพิ่มขึ้น 118.12 จุด หรือ +0.82%

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในรอบสัปดาห์หลังจากที่ตลาดเริ่มหันมาสนใจภาวะเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องแม้จะมีแรงเทขายอย่างหนักจาก SPDR ตามมาก็ตาม อันจะเห็นได้ว่า ภาพรวมของดอลลาร์นั้นเริ่มกลับมาอ่อนค่า หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ Core PCE Price Index ที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อขยับขึ้นอีก 0.3% ในเดือนส.ค. ทางด้าน Personal Spending ออกมาดีกว่าคาด และ ISM Manufacturing PMI ขยายตัวได้มากกว่าคาด ควบคู่กับ Revised UoM Consumer Sentiment ออกมาดีขึ้นเช่นกัน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าจาก 94.39 จุด กลับมาแถว 94.0 จุด ภาพรวมตลาดดูจะผ่อนคลายแรง Tapering QE และการปรับขึ้นของเงินเฟ้อดูจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ภาพรวมจึงดูเป็นผลบวกต่อราคาทองคำ รวมถึงความตึงเครียดระหว่างภาวะการค้ากับสหรัฐฯและจีน โดยสหรัฐฯกล่าวอ้างถึงการที่จีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ในยุคทรัมป์ จึงอาจก่อให้เกิดความตึงเครียดต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมจีนยังเป็นการเทขายบอนด์ของสหรัฐฯออกมาต่อเนื่องกว่า 1 ล้านล้านเหรียญ และทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ถือบอนด์ของสหรัฐฯมากที่สุด สำหรับ SPDR ขายทองคำออก 3.49 ตัน ปัจจุบันลดการถือครองมาที่ 986.54 ตัน

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค 

ราคาทองคำดีดกลับเป็นลักษณะ  Technical Rebound อยู่บริเวณ Fibonacci Range 40% หลังยืนเหนือ 1,755 เหรียญได้ และทองคำจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,775 เหรียญ และวันนี้คาดจะมีแนวรับบริเวณ 1,740 เหรียญ และคาดจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Technical Rebound ระยะสั้นๆ โดยมีแนวต้าน 1,775 เหรียญ  สำหรับ Gold Online Futures และ Comex Gold จะมีแนวรับ 1,743 เหรียญ และแนวต้าน 1,780 เหรียญ ในส่วนของทองคำไทย และทองคำไทยคาดจะเห็นการปรับขึ้น 50 บาท/บาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ 

แนะนำเล่นสั้น Sideway Up ตามการรีบาวน์ มี Stop Loss หากต่ำกว่า 1,740 เหรียญ

– นักลงทุนที่ถือ Long Position  
ลงซื้อขึ้นขาย เล่นสั้นๆในกรอบตามการแกว่งตัว

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

ระยะสั้นลดสถานะยังไม่แนะนำให้ถือครองเวลานี้ แต่หากรีบาวน์ไม่ผ่าน 1,775 เหรียญ ค่อยหาจังหวะ Follow Short ระยะสั้นอีกครั้ง

Gold Futures 10V21 จะมีแนวรับที่ระดับ 28,000 บาท และแนวต้านที่ระดับ 28,250  บาท

โดย : บริษัท ที.ดี.ซี. โกลด์ จำกัด

ภาวะการขาดแคลนไฟฟ้าในจีนส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต (Supply chain) ซึ่งอาจจะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น กดดันภาวะเงินเฟ้อที่อาจจะเร่งตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มกลับมากังวลว่าภาวะเงินเฟ้อที่อาจจะยาวนานกว่าที่คาดจะส่งผลต่อนโยบาย Tightening ของ FED ให้รุนแรงขึ้นหรือไม่ตลาดทองคำยังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในคืนวันศุกร์ถึงแม้จะมีประเด็นดังกล่าวก็ตามในสัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขการรจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย

ที่มา : gold.in.th ( 4 ต.ค. 64 )

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

%d bloggers like this: