ราคาทองวันนี้ ข่าวทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 4 พ.ย.64 by HGF, GT, TDC, SCT, MTS, YLG

64

- Advertisement -

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ทองคำลดลง เฟดประกาศปรับลดวงเงินมาตรการ QE

คืนนี้สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานฯ

ราคาทองคำคาดจะเริ่มเคลื่อนไหวในกรอบแคบและอาจฟื้นตัว

  • ราคาทองคำ Spot เมื่อวานปรับลดลง หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.25% และประกาศปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากปัจจุบัน 1.2 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือนโดยจะเริ่มทยอยปรับลดวงเงินตั้งแต่เดือนพ.ย.และคาดจะยุติมาตรการ QE ในช่วงกลางปีหน้า นอกจากนี้การจ้างงานภาคเอกชนADP ของสหรัฐเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 571,000ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. จาก 523,000ตำแหน่งในเดือนก.ย. และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 400,000ตำแหน่งทางด้านกองทุน SPDRGold Trust ขายทองคำ1.45 ตันเมื่อวาน
  • คืนนี้สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ตลาดคาดจะลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 273,000 รายจากที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 281,000 รายส่วนคืนพรุ่งนี้ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเดือนต.ค.
  • หลังจากที่เฟดประกาศปรับลดวงเงินมาตรการ QE ตามที่ตลาดคาดแนวโน้มราคาทองคำ Spot คาดจะเริ่มเคลื่อนไหวในกรอบ แคบและอาจฟื้นตัว ระยะสั้นทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 1,770 ดอลลาร์และ 1,760 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,790ดอลลาร์และ1,800ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

- Advertisement -

Closechg.SupportResistance
1,774.60-11.501,770/1,7601,790/1,800

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,150-10027,900/27,75028,150/28,300

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,110-12028,060/27,90028,350/28,480

การเข้าซื้อเก็งกำไรการฟื้นตัวแนะนำเมื่อราคาทอง Spot ปรับลงมาที่ 1,770 ดอลลาร์ (GF 28,060บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,760 ดอลลาร์ (GF27,900 บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,776.00-8.001,772/1,7621,792/1,802

การเข้าซื้อเก็งกำไรการฟื้นตัวแนะนำเมื่อราคา GOZ21 ปรับลงมาที่ 1,772ดอลลาร์โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,762ดอลลาร์

ค่าเงิน

ทิศทางเงินบาทในวันนี้คาดจะแข็งค่าขึ้น โดยคาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.40บาท/ดอลลาร์ทั้งนี้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆเมื่อวาน หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่เดือนพ.ย.ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้  นอกจากนี้เงินบาทมีปัจจัยหนุนจากการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. โดยUSD Futures เดือนธ.ค.2564 คาดจะมีแนวรับที่ 33.20 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน33.40บาท/ดอลลาร์

News

ตลาดการเงินต่างประเทศ: ดอลลาร์อ่อนค่าหลังเฟดประกาศลดวงเงินQE ตามคาด

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 พ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินลดลง 0.23% แตะที่ 93.8725 เมื่อคืนนี้

ตลาดโลหะมีค่าต่างประเทศ : ทองปิดร่วง 25.5 ดอลล์จากแรงขายสินทรัพย์ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยหลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนที่พุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนต.ค. ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยตลาดทองคำนิวยอร์กปิดทำการซื้อขายก่อนที่คณะกรรมการเฟดจะแถลงมติการประชุมทั้งนี้สัญญาทองคำตลาดCOMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 25.5 ดอลลาร์หรือ 1.43% ปิดที่ 1,763.9 ดอลลาร์/ออนซ์สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 27.6 เซนต์หรือ 1.17% ปิดที่ 23.231 ดอลลาร์/ออนซ์

ตลาดน้ำมันดิบต่างประเทศ :น้ำมันWTI ปิดร่วง $3.05 กังวลสต็อกน้ำมันดิบพุ่งเกินคาด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้วนอกจากนี้ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาพุ่งขึ้นก่อนหน้านี้สัญญาน้ำมันดิบWTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3.05 ดอลลาร์หรือ 3.6% ปิดที่ 80.86 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2564   สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 2.73 ดอลลาร์หรือ 3.2% ปิดที่ 81.99 ดอลลาร์/บาร์เรลซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2564

ตลาดหุ้นต่างประเทศ :ดาวโจนส์ปิดบวก 104.95 จุดหลังเฟดประกาศหั่นQE ตามคาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนที่ผ่านมา (3 พ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 36,157.58 จุดเพิ่มขึ้น 104.95 จุดหรือ +0.29% ดัชนีS&P500 ปิดที่ 4,660.57 จุดเพิ่มขึ้น 29.92 จุดหรือ +0.65% ดัชนีNasdaqปิดที่ 15,811.58 จุดเพิ่มขึ้น 161.98 จุดหรือ +1.04%

“ไบเดน” เตรียมสรุปเลือก-ไม่เลือก “พาวเวล” นั่งปธ.เฟดสมัยสองเร็วๆนี้

ประธานาธิบดีโจไบเดนของสหรัฐเปิดเผยว่าคณะทำงานของเขาใกล้จะประกาศการตัดสินใจว่าจะแต่งตั้งนายเจอโรมพาวเวลให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่ออีกสมัยหรือไม่ขณะที่นายพาวเวลจะหมดวาระในเดือนก.พ.ปีหน้า   “เรากำลังดำเนินการในเรื่องนี้และจะประกาศผลการตัดสินใจให้ทราบในอีกไม่ช้า” ปธน.ไบเดนตอบคำถามเกี่ยวกับการเลือกประธานเฟดคนใหม่รวมถึงตำแหน่งอื่นๆอีก2ตำแหน่งในเฟดระหว่างหารให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) ณเมืองกลาสโกว์ประเทศสกอตแลนด์ปธน.ไบเดนยังกล่าวด้วยว่าเขาได้ใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อพิจารณาประเด็นนี้และคณะทำงานก็ยังมีเวลาอีกมากในการเสนอชื่อคนอื่นๆที่จะมาดำรงตำแหน่งและระบุอีกว่า “ผมได้หารือกับที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากที่สุดและได้ตัวเลือกที่ดีมาหลายคน”   แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปธน.ไบเดนจะตัดสินใจเลือกใครมาเป็นประธานเฟดคนต่อไปแต่ตลาดได้จับตามองไปที่นางลาเอลเบรนาร์ดหนึ่งในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐและนายราฟาเอลบอสติกประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาแอตแลนตาในฐานะตัวเก็งด้วยขณะที่เมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมานักวิเคราะห์บางส่วนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นนิวยอร์กแสดงความมั่นใจว่าปธน.ไบเดนจะแต่งตั้งนายพาวเวลให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดเป็นสมัยที่2

“เยลเลน” มั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐไม่ร้อนแรงเกินไปย้ำเงินเฟ้อเป็นเรื่องชั่วคราว

นางเจเน็ตเยลเลนรัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยว่าตนไม่คิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะร้อนแรงเกินไปและแม้อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าปีก่อนๆแต่นั่นก็เป็นเพราะปัญหาการหยุดชะงักจากโรคโควิด-19ข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนก.ย. ประกอบกับยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ลดลงและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นล้วนเป็นสัญญาณที่ดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือนและเมื่อเทียบรายปีดัชนีPCE ทั่วไปพุ่งขึ้น 4.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2534   ดัชนีPCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคและครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จากกระทรวงแรงงานสหรัฐขณะที่มีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้นนางเยลเลนย้ำว่านั่นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว”ฉันไม่คิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันจะร้อนแรงเกินไปเรายังคงมีตำแหน่งงานต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิดถึง 5 ล้านตำแหน่งอัตราส่วนการเข้าร่วมแรงงานก็ลดลงทั้งยังมีเหตุผลต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับโควิด” นางเยลเลนกล่าวในงานแถลงข่าวในกรุงดับลินนางเยลเลนคาดว่าข้อจำกัดด้านการจัดหาแรงงานและปัญหาคอขวดในด้านซัพพลายจะคลี่คลายเนื่องจากควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้แล้วพร้อมให้ข้อสังเกตว่าดีมานด์สินค้าคงทนในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่จัดหาสินค้าเหล่านั้นได้ยาก

CDC สหรัฐไฟเขียวเริ่มฉีดวัคซีนโควิดของไฟเซอร์ให้เด็กอายุ5-11ปีได้แล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐได้อนุมัติฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19ของบริษัทไฟเซอร์และไบออนเทคให้กับเด็กอายุ5-11ปีแล้วซึ่งจะช่วยให้บรรดาผู้ปกครองของเด็กทั่วสหรัฐคลายความวิตกกังวลในช่วงที่โรคโควิด-19ยังคงแพร่ระบาดดร.โรเชลล์วาเลนสกีผู้อำนวยการCDC ได้ให้การอนุมัติวัคซีนดังกล่าวและคาดว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19ในเด็กกลุ่มนี้จะเริ่มได้ในทันที

โดย : บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

Fundamental

  • ผล Fed ไม่มีเซอร์ไพรซ์ ลด QE ตามคาดเดือนละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะหมด QE กลางปีหน้า
  • ISM เผยดัชนี PMI ภาคบริการในสหรัฐฯเดือน ต.ค. พุ่งแรงแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 17 ปีครึ่ง ขณะที่ดัชนี PMI ของ Markitแตะระดับสูงสุดในรอบ เดือน
  • EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯในสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรล สูงผิดคาด แต่เป็นไปในทิศทางเดียวกับ APIทำให้ราคาในตลาดดิ่งทันที -3%
  • ECB คาดเงินเฟ้อต่ำ จึงจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีหน้า

Technical

  • รูปซ้ายราคาถึงแนวรับ 1,760 สุดระยะการแกว่งตัว ดังนั้น หากลงมาทดสอบอีกจะเป็นสัญญาณเตือนว่าราคามีแนวโน้มจะหลุดลงไปได้ลึก แต่การรีบาวด์ขึ้นก็มีแนวต้านรออยู่ที่ 1,780-1,785
  • รูปขวาราคาเลือกลงก่อนดีดขึ้น แต่สัปดาห์นี้หมดปัจจัยมากระทบแล้ว จึงน่าจะแกว่งแคบไร้ทิศทาง
  • ทิศทางวันนี้ไปไงต่อดี?
  • จับจังหวะเล่นยังไง?เก็งกำไรในกรอบ ให้แนวต้าน 1,780-1,785 แนวรับ 1,755-1,760 ถ้าหลุดกรอบล่างให้ follow short ถ้าทะลุกรอบบนให้หนีออกมารอดู

Attention

  • วันนี้  คาด OPEC+ จะตรึงปริมาณการผลิตต่อ
  • หลายประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน ดันให้ราคาโภคภัณฑ์สำคัญที่เกี่ยวข้องขึ้นสูงต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า

โดย : บริษัท ที.ดี.ซี. โกลด์ จำกัด

ผลการประชุม FOMC พบว่า มีแผนจะปรับลดวงเงิน QE ลง $15 billion ต่อเดือนโดยเป็นการลดการเข้าซื้อพันธบัตรลง $10 billion และ MBS $5 billion ขณะที่ยังมองอัตราดอกเบี้ยในกรอบ 0-0.25% และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นในปีหน้าหรือกลางปี 2023 หลังจากประกาศ Bond yield อายุ 2 ปีปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับอายุ 10 ปี บ่งชี้ให้เห็นถึงท่าที Dovish ของ FED คือ ไม่ได้รีบลดวงเงินเร็วเกินไป ราคาทองคำคาดว่าจะกลับไปกรอบ $1787 อีกครั้งหนึ่ง

โดย : บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จํากัด

คำแนะนำ : FED คง QE ตามคาด ตลาดรับข่าวทองเด้ง คืนนี้ฟัง BOE เรื่องขึ้นดอกเบี้ย
     
แนวรับ 1768/ 1759 / 1750  แนวต้าน 1790|1800|1810
              Gold/silver           USD                       Baht        DOW (stock)
ระยะสั้น     SW                     SW UP                 SW                SW 

ระยะกลาง  SW UP                 SW                   SW               SW UP
ระยะยาว BULLISH              Neutral              WEAK          BULLISH
คำแนะนำรายวัน SIDEWAYS 1755-92
จุดเข้า BUY 1755-68
เป้าหมาย 1830
SL 1750รายสัปดาห์
คำแนะนำรายเดือน 1750-1835
จุดเข้า BUY 1750-80 เป้าหมาย 1830/ 1850
SL 1739   

บทวิเคราะห์ :  FED คงดอกเบี้ยและแถลงลด QE 15 พันล้านตามที่คาดทุกประการ ตลาดรับข่าวมาสักพักดันทองขึ้น แต่อย่าลืมเรายังต้องผ่านอีก2วันอันตรายที่นักลงทุนรอฟังนโยบายดอกเบี้ยของธ.กลางอังกฤษ ที่พร้อมจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยก่อนใคร ซึ่งจะกดดันทองที่ไม่ชอบการขึ้นดอกเบี้ย ส่วนพรุ่งนี้ตลาดรอดูตัวเลขการจ้างงาน NFP ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะกดดันทองต่ออีก
ภาพรวม : หากราคาทองผ่าน2วันแห่งการทดสอบแล้วไม่ลงต่ำกว่า $1750 ได้ก็ถือว่าน่าพอใจ หรือวิ่งทะลุ $1800 ได้ก็มีลุ้นเป็นภาวะกระทิง  ตอนนี้ภาพใหญ่ทองยังคลุมเคลือหรือยังดูเหมือนยังสะสมพลังหรือพักฐานออกข้างอยู่ หากราคาไม่ลงแรงหลุด $1750 เราก็เน้นทาง BUY / ในกรณีทองปิดต่ำกว่า $1760-50 ต้องระวังภาวะไหลแรงอีกรอบ แต่ให้รอทยอยซื้อเก็บในการลงทุนระยะกลาง

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรง ขณะที่มีข่าวลือตั้งแต่การลด QE ออกมาก่อนช่วง 20.00น. ขณะที่ผลประชุมเฟดสะท้อนถึงการคงดอกเบี้ยตามเดิม 0.25% แต่มีการประกาศทำ Tapering QE ด้วยการลดวงเงิน 1.5 หมื่นล้านเหรียญ/เดือน โดยเป็นการลด 1 หมื่นล้านเหรียญสำหรับพันธบัตรรัฐบาล และ 5 พันล้านเหรียญสำหรับ MBS ขณะที่ภาพรวมมองเงินเฟ้อยังเป็น “ชั่วคราว” แต่มีโอกาสเห็นการขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า นอกจากนี้ การจบ QE คาดจะเกิดขึ้นช่วงเดือนก.ค. ปีหน้า สำหรับดัชนีดอลลาร์ที่ไปทดสอบ 94 จุด ก็มีการปรับอ่อนค่าลง และเช้านี้แตะ 93.95 จุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าดอลลาร์มีการแกว่งตัวอย่างมาก และทองคำเองก็ทำต่ำสุดแถว 1,758 เหรียญ ก่อนจะรีบาวน์ปิด 1,770 เหรียญ ขณะที่เงินบาทแกว่งตัวตามอย่างมากจากที่อ่อนค่าไปแถว 33.50 บาท/ดอลลาร์ เช้านี้อยู่ที่ 33.23 บาท/ดอลลาร์ ในส่วนของ SPDR เมื่อวานขายทองออก 1.45 ตัน ปัจจุบันถือ 978.07 ตัน ทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก็ออกมาดีขึ้นเกินคาดได้แก่ ADP Non-Farm Employment Change ที่ออกมาดีขึ้น ขณะที่ตัวเลขอื่นๆค่อนข้างเป็นไปตามคาด ในส่วนคืนนี้ต้องติดตาม Unemployment Claims ที่คาดจะออกมาดีขึ้น แต่ Trade Balance คาดจะออกมาติดลบมากขึ้น สำหรับตลาดโดยองค์รวมคาดรอ Non-Farm Payrolls ในคืนวันศุกร์นี้

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค 

ราคาทองคำร่วงหลุดเส้นค่าเฉลี่ยทุกเส้นลงมา ทำให้ภาพรวมของทองคำเป็นทิศทางขาลง อย่างไรก็ดี ภาพหลักของแนวโน้มก็ยังมีลักษณะของการแกว่งตัวค่อนข้างมาก และคาดว่าราคาจะมีการแกว่งที่ 1,765 เหรียญ และแนวต้าน 1,788 เหรียญ  สำหรับ Gold Online Futures และ Comex Gold คาดจะมีแนวรับ 1,765 เหรียญ และแนวต้าน 1,790 เหรียญ อย่างไรก็ดี ทองคำไทยวันนี้คาดว่าจะเปิด -50 บาท/บาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ 

แนะนำเล่นสั้น Sideways ในกรอบ รอความชัดเจนของทิศทาง

– นักลงทุนที่ถือ Long Position  
แนะนำเล่นสั้นหากไม่ต่ำกว่าแนวรับรอ Follow Long ระยะสั้น

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

รอเปิดขายหากรีบาวน์ไม่ผ่านแนวต้าน เพื่อปิดทำกำไรตามการอ่อนตัวระยะสั้น ควรมี  Stop Loss เหนือ 1,790 เหรียญขึ้นไป

Gold Futures 10Z21 จะมีแนวรับที่ระดับ 28,000 บาท และแนวต้านที่ระดับ 28,350  บาท

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาโซน 1,782-1,786 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการเปิดสถานะขาย เพื่อรอซื้อคืนเพื่อปิดสถานะขายทำกำไรเมื่อราคาอ่อนตัวลงเข้าใกล้แนวรับโซน 1,758-1,745 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,758 1,745 1,734  แนวต้าน : 1,786 1,800 1,813

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 6.46ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของช่วงค่ำตามเวลาไทย  ราคาทองคำดีดตัวขึ้นทำระดับสูงสุดได้เพียง 1,785.57 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนที่จะเริ่มเกิดแรงขายทำกำไร(Sell the rumor) ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะประกาศแผนการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)นอกจากนี้ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมา “ดีเกินคาด” ทุกรายการ  ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP, ดัชนี PMI ภาคบริการจากทั้งมาร์กิตและ ISM รวมถึงคำสั่งซื้อภาคโรงงาน  ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้เกิดแรงขายในตลาดทองคำ  ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงหลุดระดับต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนหน้าจนกระตุ้นแรงขายตามทางเทคนิค  นั่นส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,758.69 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงก่อนเฟดเปิดเผยผลการประชุม  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำเริ่มฟื้นตัวขึ้น(Buy the news) หลังจากเฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ย  และประกาศปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย. ตามคาด ขณะที่ดัชนีดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าเนื่องจากเฟดยังคงระบุว่า “อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นส่วนใหญ่สะท้อนถึงปัจจัยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว(transitory)” ส่วนนายพาวเวลประธานเฟดยังคงย้ำว่าการตัดสินใจลดQE ไม่ได้หมายความถึงสัญญาณโดยตรงใดๆ เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และเฟดจะ “อดทน” ต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย  ปัจจัยดังกล่าวหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในระหว่างวัน   ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -1.45 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ(BoE) และการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำอาจทดสอบแนวต้านที่ 1,782-1,786ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยังไม่สามารถผ่านได้ ซึ่งนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเมื่อราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นยังคงมีแรงขายออกมาเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากการอ่อนลงมีโซนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1,758-1,745ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้ลงทุนระยะสั้น โดยขายทองคำออกมาเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปบริเวณ1,782-1,786ดอลลาร์ต่อออนซ์  (ตัดขาดทุนหากผ่าน1,800ดอลลาร์ต่อออนซ์) และรอจังหวะเข้าซื้อคืนเมื่อราคาย่อตัวลงมาและไม่หลุดแนวรับ 1,758-1,745ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากราคาหลุดโซนดังกล่าวอาจชะลอการเข้าซื้อออกไป

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (-) ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดประกาศลดวงเงิน QE ตามคาดดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (3 พ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.23% แตะที่ 93.8725 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 113.93 เยน จากระดับ 113.96 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9105 ฟรังก์ จากระดับ 0.9142 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2392 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2405 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1609 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1581 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3679 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3618 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7445 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7426 ดอลลาร์สหรัฐ
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 104.95 จุดหลังเฟดประกาศหั่น QE ตามคาดดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (3 พ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่เดือนพ.ย. ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 36,157.58 จุด เพิ่มขึ้น 104.95 จุด หรือ +0.29% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,660.57 จุด เพิ่มขึ้น 29.92 จุด หรือ +0.65% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,811.58 จุด เพิ่มขึ้น 161.98 จุด หรือ +1.04%
  • (-) สหรัฐเผยคำสั่งซื้อภาคโรงงานสูงกว่าคาดในเดือนก.ย.กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัว หรือเพิ่มขึ้น 0% หลังจากดีดตัวขึ้น 1.0% ในเดือนส.ค.  เมื่อเทียบรายปี ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานทะยานขึ้น 17.6% ในเดือนก.ย.
  • (-) ดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐสูงสุดรอบ 3 เดือนในต.ค. ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.7 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. จากระดับ 54.9 ในเดือนก.ย.  ดัชนี PMI ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคบริการของสหรัฐมีการขยายตัว
  • (-) ISM เผยดัชนีภาคบริการสหรัฐสูงกว่าคาดในเดือนต.ค.  สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 66.7 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2540 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 62.0 จากระดับ 61.9 ในเดือนก.ย.
  • (-) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐพุ่งเกินคาดในเดือนต.ค.ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐพุ่งขึ้น 571,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. จากระดับ 523,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย.  ตัวเลขการจ้างงานดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 395,000 ตำแหน่ง
  • (-) ECB ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาวตลอดปี 65เหตุเงินเฟ้อต่ำ  นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณว่า ECB ไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ  ทางด้านนางลาการ์ดกล่าวในวันนี้ว่า “แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นในขณะนี้ แต่มีแนวโน้มปรับตัวลงในระยะกลาง ทำให้ ECB ยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า”
  • (+/-) เฟดคงดอกเบี้ย,หั่น QE เดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องคาดการณ์คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมวันนี้  นอกจากนี้ เฟดจะปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย. โดยเฟดจะปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 10,000 ล้านดอลลาร์ และปรับลดวงเงินซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) เดือนละ 5,000 ล้านดอลลาร์  การลดวงเงิน QE ดังกล่าวจะทำให้เฟดยุติการทำ QE โดยสิ้นเชิงในกลางปี 2565  แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่า “เฟดดำเนินการดังกล่าว หลังจากที่เศรษฐกิจมีความคืบหน้าอย่างมากในการไปสู่เป้าหมายของเฟดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2563”  อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ระบุว่า เฟดไม่ได้มีการดำเนินการอย่างตายตัว และเฟดจะทำการปรับมาตรการ หากมีความจำเป็น  “คณะกรรมการ FOMC มีความเห็นว่าการปรับลดการซื้อพันธบัตรในวงเงินที่เท่าๆกัน ถือว่ามีความเหมาะสมในแต่ละเดือน แต่เฟดก็พร้อมที่จะปรับวงเงินการซื้อพันธบัตร หากมีการเปลี่ยนแปลงต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจ” แถลงการณ์ระบุ 

ที่มา : gold.in.th ( 4 พ.ย. 64 )

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

%d bloggers like this: