ราคาทองวันนี้ ข่าวทองคำ

บทวิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ก.พ.65 by GT, HGF

54

- Advertisement -

GCAP, YLG, TDC, MTS

Mr.Gold   กุมภาพันธ์ 7, 2022  1 min read

โดย : บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

Fundamental

  • นักลงทุนแสดงความมั่นใจผ่านตัวเลข Fed Fund Rate Futures ว่า Fed จะประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน มี.ค. นี้อย่างแน่นอน โดย 2 ใน 3 เชื่อว่าจะ +0.25% และ 1 ใน 3 คาดว่าจะ+0.50%
  • ผู้ว่าฯแบงก์ชาติเนเธอร์แลนด์ คลาส คน็อต ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ ECB ประเมินว่า ECB จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
  • Goldman Sachs คาดว่า ECB จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือน ก.ย. หรือ ธ.ค.

- Advertisement -

Technical

  • ราคาเบรกหลอกที่เส้น MA แล้วทิ้งดิ่งลงทันที แต่ช่วยให้ภาพรวมดูเป็นบวกมากขึ้นอีกนิด
  • ราคาแกว่งแรง แต่ยังคงกลับขึ้นมายืนในช่วงเส้น MA ระหว่าง 1,805-1,810 ได้ซึ่งเป็นการยืนยันว่ากรอบ 1,790-1,810 เป็นช่วงตั้งหลักเพื่อรอปัจจัยบวก
  • ทิศทางวันนี้ถ้าขึ้นอีก คราวนี้เป็นของจริง
  • จับจังหวะเล่นยังไง?ถ้าแกว่งในช่วง 1,790-1,810 ให้รอย่อแล้วซื้อ ถ้าขึ้นเกิน 1,815ให้follow buy ถ้าหลุด 1,790 ให้ลดพอร์ตด้านซื้อแล้วรอดูสถานการณ์

Attention

  • รัฐบาลสหรัฐฯจะมีเงินใช้จ่ายไปถึง 18 ก.พ.
  • ดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มจะปรับขึ้นเร็วกว่าคาดเพราะสหรัฐฯพร้อมขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง เพื่อกดเงินเฟ้อ ซึ่งต้องรอดูว่ารอบนี้นักลงทุนจะเลือกเงินคริปโต หรือ ทองคำ เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่ากัน

โดย  : บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด(HGF)

ตลอดสัปดาห์ทองคำได้แรงหนุนจากความตึงเครียดในยูเครน

สัปดาห์นี้สหรัฐจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค.  

หากราคาทองคำไม่ผ่าน 1,820 ดอลลาร์ ทำให้แนวโน้มปรับลงได้

  • ราคาทองคำ Spot สัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ 1,784-1,814 ดอลลาร์ ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง อย่างไรก็ตามในช่วงตลอดสัปดาห์ราคาทองคำได้รับปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับตะวันตก ในเรื่องยูเครน และความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ ขณะที่นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนมี.ค. ทางด้านกองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำสุทธิ 2.66 ตันจากสัปดาห์ก่อน
  • สัปดาห์นี้สหรัฐจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค.  ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค.  จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.ของม.มิชิแกน (เบื้องต้น)
  • ระยะสั้นหากราคาทองคำไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,820 ดอลลาร์ ทำให้มีแนวโน้มปรับลงได้ต่อ    โดยราคาทองคำมีแนวรับ 1,790 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 1,780 ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้าน 1,810 ดอลลาร์ และ 1,820 ดอลลาร์

ราคาทองตลาดโลก

Closechg.SupportResistance
1,805.80+1.41,790/1,7801,810/1,820

ราคาทองแท่ง 96.5%

Closechg.SupportResistance
28,30028,200/28,00028,500/28,600

โกลด์ฟิวเจอร์ส

ClosechgSupportResistance
28,320-7028,220/28,14028,500/28,620

แนะนำเปิดสถานะขายบริเวณราคาทอง Spot ที่ 1,810 ดอลลาร์ (GF 28,500 บาท) โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,820ดอลลาร์ (GF 28,620 บาท)

โกลด์ออนไลน์ฟิวเจอร์

ClosechgSupportResistance
1,809.80-2.701,782/1,7721,812/1,822

แนะนำเปิดสถานะขายบริเวณราคา GOH22 ที่ 1,812 ดอลลาร์ โดยมีจุดขายตัดขาดทุนที่ 1,822 ดอลลาร์

ค่าเงิน

ค่าเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย หลังจากที่ค่าเงินบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ทั้งนี้ตลาดยังขาดปัจจัยใหม่ ในขณะที่ระยะสั้นแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าได้ต่อ  สำหรับ USD Futures เดือนมี.ค.65 มีแนวรับที่ 32.90 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่มีแนวต้านที่ 33.34 บาท/ดอลลาร์

News

ผลวิจัยกับลิงชี้ อาจไม่จำเป็นต้องมีวัคซีนบูสเตอร์สูตรป้องกันโอมิครอนโดยเฉพาะ

          คณะนักวิจัยของรัฐบาลสหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ ว่า ผลการวิจัยกับลิงพบว่า การฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์สูตรเดิมของโมเดอร์นาหรือวัคซีนที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ (Omicron-specific booster) นั้น ให้ผลในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด   สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในการวิจัยดังกล่าวนั้น บรรดาลิงที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดของโมเดอร์นาจำนวน 2 โดสมาแล้ว 9 เดือน จะได้รับการฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นสูตรเดิม หรือโดสกระตุ้นสูตรใหม่เพื่อป้องกันสายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะ  ทั้งนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวซึ่งโพสต์บนเว็บไซต์ bioRxiv ก่อนที่จะมีการประเมินคุณภาพงานวิจัยระบุว่า คณะนักวิจัยได้ทำการทดสอบการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกันของลิงในด้านต่าง ๆ และให้ลิงได้รับเชื้อไวรัส ซึ่งพวกเขาพบว่า วัคซีนเข็มบูสเตอร์ทั้งสูตรเดิมและสูตรเฉพาะนั้น สามารถเพิ่มการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกันได้อย่างมีนัยสำคัญและเท่า ๆ กันในการป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวลทั้งหมด รวมถึงโอมิครอน    “เป็นข่าวดีมาก นั่นหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องออกแบบวัคซีนใหม่เพื่อให้เป็นวัคซีนป้องกันเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน” แดเนียล ดูเอค นักวิจัยวัคซีนที่สถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐ ซึ่งร่วมเป็นผู้นำในการวิจัยดังกล่าวเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์    ดูเอคเชื่อว่า เหตุผลก็คือทั้งวัคซีนสูตรเดิมและสูตรเฉพาะนั้นมีปฏิกิริยาข้ามกัน (cross-reactive) ซึ่งหมายความว่า วัคซีนทั้งสองสูตรมีความสามารถในจำแนกสายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 ที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมากได้

“ไบเดน” ชูตัวเลขจ้างงานแกร่ง แม้สหรัฐเผชิญโควิด-19

          ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวแสดงความยินดีต่อตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว   “ผมมีความยินดีที่จะรายงาน ซึ่งหลายคนอาจจะรู้แล้ว ก็คือเครื่องจักรสร้างงานของอเมริกากำลังมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ แม้เราเผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เราก็กลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น ขอให้เราช่วยกันสร้างอเมริกาที่ดีขึ้นต่อไป” ปธน.ไบเดนกล่าว   ปธน.ไบเดนยังระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐสามารถสร้างงานได้มากถึง 6.6 ล้านตำแหน่งในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา   “ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าเคยมีปีไหนที่คนมากมายได้เข้าทำงานในประเทศนี้ มีเหตุผลเดียว นั่นก็คือ สิ่งนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งคุณสามารถดูย้อนกลับไปถึงสมัยของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน” ปธน.ไบเดนกล่าว     ปธน.ไบเดนมีกำหนดแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในวันที่ 1 มี.ค. ซึ่งจะเป็นการแถลงนโยบายของเขาต่อวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเป็นครั้งแรก โดยคาดว่าเขาจะกล่าวถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐเป็นหนึ่งในผลงานที่เขาภาคภูมิใจในการบริหารประเทศในปีแรก

นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เดือนหน้า หลังเผยจ้างงานแกร่ง

นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนมี.ค. หลังจากที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่ง   FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 27% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนมี.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 14%     นอกจากนี้ นักลงทุนลดคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมี.ค. โดยให้น้ำหนัก 73% ลดลงจากเดิมที่ให้น้ำหนัก 86%    ทางด้านแบงก์ ออฟ อเมริกาออกรายงานคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 7 ครั้งในปีนี้ โดยปรับขึ้นครั้งละ 0.25%    หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามที่แบงก์ ออฟ อเมริกาคาดการณ์ หมายความว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมทั้ง 7 ครั้งที่เหลือในปีนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมี.ค.

โดย : บริษัท จีแคป จำกัด

แนวโน้มราคาทองคำช่วงเช้า

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ 

มุมมองทองคำภาคเช้า  ทองคำปิดบวกในวันศุกร์หลังการซื้อขายที่เป็นไปอย่างผันผวน สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นหลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาด กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 467,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 150,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.0% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.9% ขณะเดียวกันความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้ช่วยหนุนให้ทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือ $1800 ได้ ทำให้มุมมองในเชิงบวกของราคาทองคำยังคงดูสดใส แต่อย่างไรก็ตามยังมองแนวต้านระยะสั้นไว้โซนบริเวณ $1817 -$1825 หากราคายังไม่สามารถทะลุผ่านได้ แนะขายทำกำไรออกไปก่อน

นักลงทุนต้องคอยติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้ เช่น ดุลการค้า สินค้าคงคลังภาคค้าส่ง ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (มหาลัยมิชิแกน)   เป็นต้น           

สรุปภาวะแลกเปลี่ยนเงินตรา

มองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.70-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯสำหรับสัปดาห์นี้ (7-11 ก.พ.) ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมกนง. (9 ก.พ.) ทิศทางเงินทุนของต่างชาติ และสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนม.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อจากมุมผู้บริโภคเดือนก.พ. (เบื้องต้น) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคบริการและข้อมูลยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนเดือนม.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน

แนะแนวทางการลงทุน

แนวรับ 1,800–1,794- 1,790

แนวต้าน  1,817 – 1,824-1,835

ราคาทองคำทิ้งตังลงอย่างหนัก หลังได้รับแรงกดดันจากการเปิดเผยตัวเลขฝั่งแรงงานที่ออกมาดีกว่าคาด แต่แนวรับโซน $1790 ยังรับอยู่ และฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือ $1800 ได้อย่างแข็งแกร่ง ยังคงมองว่าเก็งกำไรในทิศทางขาขึ้นยังได้เปรียบ แนะนักลงทุนหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคามีการอ่อนตัวลงใกล้โซนแนวรับ

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ

เก็งกำไรระยะสั้นฝั่งซื้อโดยมีแนวรับบริเวณ 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,815-1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ถ้าผ่านได้สามารถถือต่อเพื่อรอทำกำไรที่โซนแนวต้าน 1,834 ดอลลาร์ต่อ

แนวรับ : 1,795 1,780 1,764  แนวต้าน : 1,820 1,834 1,853

จจัยพื้นฐาน

ราคาทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.40ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 1,814 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ราคาทองคำร่วงลงในทันทีที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 467,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. “สูงกว่า” ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 150,000 ตำแหน่งอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานยืดหยุ่น และยังคงรักษาการขยายตัวไว้ได้ถึงแม้ว่าสหรัฐจะเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนก็ตาม นอกจากนี้ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานได้เพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2020 เมื่อเทียบรายปีซึ่งจะปูทางให้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)เดินหน้าเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ Fed funds futures บ่งชี้การคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 5 ครั้งในปีนี้ หรือ ประมาณ 134.4 bps ขณะที่โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้นเป็น 40% จากระดับเพียง 18% ในช่วงก่อนการเปิดเผยข้อมูลในตลาดแรงงาน การคาดการณ์ดังกล่าวหนุนดัชนีดอลลาร์ให้ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นเหนือ1.9% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2019 นั่นทำให้ราคาทองคำทองดิ่งลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,791 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะมีแรงซื้อ Buy the dip และแรงซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกเข้ามาพยุงราคาไว้ให้กลับมาปิดตลาดเหนือ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในที่สุด ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง -3.24 ตัน สำหรับวันนี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบอาจเกิดการฟื้นตัวขึ้นในระยะสั้น หากราคายืนเหนือแนวรับ 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะทำให้มีแรงซื้อเก็งกำไรส่งผลให้ราคาดีดกลับช่วงสั้นๆ เบื้องต้นอาจต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้งหากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอหรือมีปัจจัยใหม่มาดันราคาขึ้น โดยประเมินแนวต้านที่ 1,815-1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

รอเปิดสถานะซื้อเพื่อลงทุนระยะสั้น โดยใช้บริเวณ 1,800-1,795 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุด 1,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ตัดขาดทุนและชะลอการเข้าซื้อออกไป ขณะที่หากราคาดีดตัวขึ้นแนะนำทยอยแบ่งปิดสถานะซื้อทำกำไรหากไม่ผ่านแนวต้าน 1,815-1,820ดอลลาร์ต่อออนซ์เพื่อรอเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัวลง

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) รัสเซียโต้สหรัฐ หลังถูกแฉเตรียมทำคลิปวิดีโอจัดฉากถูกยูเครนโจมตี  นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐที่ว่ารัสเซียมีแผนที่จะทำคลิปวิดีโอปลอมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตียูเครน  นายลาฟรอฟกล่าวว่า ข้อกล่าวหาของสหรัฐดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ”
  • (+) สหรัฐแฉรัสเซียเตรียมทำคลิปวิดีโอปลอมหาเหตุโจมตียูเครน  กระทรวงกลาโหมสหรัฐแถลงว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐได้รับข้อมูลว่ารัสเซียกำลังมีแผนที่จะทำคลิปวิดีโอปลอมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการโจมตียูเครน  เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า รัสเซียเตรียมจัดฉากถ่ายทำวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าทหารยูเครนได้เข้าโจมตีรัสเซีย โดยมีการทำร้ายชาวรัสเซีย ซึ่งจะมีการแสดงศพผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีตัวละครซึ่งจะรับบทเป็นผู้ที่กำลังคร่ำครวญเสียใจต่อผู้ที่เสียชีวิต รวมทั้งแสดงภาพสถานที่ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของกองทัพยูเครน
  • (-) นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เดือนหน้า หลังเผยจ้างงานแกร่ง  นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนมี.ค. หลังจากที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งในวันนี้  FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 27% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนมี.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 14%  นอกจากนี้ นักลงทุนลดคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมี.ค. โดยให้น้ำหนัก 73% ลดลงจากเดิมที่ให้น้ำหนัก 86%
  • (-) สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งเกินคาดในเดือนม.ค.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 467,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 150,000 ตำแหน่ง  ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.0% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.9%  กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนพ.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 647,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 249,000 ตำแหน่ง และปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนธ.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 510,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 199,000 ตำแหน่ง  ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 0.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.5%
  • (-) บิตคอยน์พุ่ง 10% ทะลุ 40,000 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์  บิตคอยน์พุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 3 เดือนในวันศุกร์ (4 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนส่งสัญญาณกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงครั้งใหม่ หลังจากที่ตลาดการเงินต่าง ๆ ปรับตัวผันผวนในสัปดาห์นี้ และกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด  สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บิตคอยน์พุ่งขึ้นมากถึง 9.4% สู่ระดับ 40,426 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2564 และเป็นการปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 40,000 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 สัปดาห์
  • (-) ดอลล์แข็งค่า ขานรับข้อมูลจ้างงานสหรัฐเพิ่มเกินคาด  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (4 ก.พ.) ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินปิดตลาดวันศุกร์เพิ่มขึ้น 0.10% แตะที่ 95.48  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเยนที่ระดับ 115.19 เยน จากระดับ 114.995 เยน, แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9249 ฟรังก์ จากระดับ 0.9200 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.2746 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2677 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1457 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1439 ดอลลาร์, ปอนด์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ 1.3534 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3599 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7080 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7140 ดอลลาร์
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดลบ 21.42 จุด, หุ้นเทคโนฯ พุ่งหนุน Nasdaq บวกกว่า 200 จุด  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (4 ก.พ.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวขึ้นมายืนปิดตลาดในแดนบวกได้โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทแอมะซอน และนักลงทุนได้ปรับตัวรับการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาดในเดือนม.ค. ซึ่งสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,089.74 จุด ลดลง 21.42 จุด หรือ -0.06%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,500.53 จุด เพิ่มขึ้น 23.09 จุด หรือ +0.52% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,098.01 จุด เพิ่มขึ้น 219.19 จุด หรือ +1.58%

โดย : บริษัท ที.ดี.ซี. โกลด์ จำกัด

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมามากกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้ Bond yieldอายุ 10 ปีของอเมริกาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแตะ 1.9% ขณะที่อายุ 2 ปีปรับตัวสูงขึ้นแตะ1.3% หรือเป็นระดับที่ก่อนจะเกิดวิกฤติโควิดปี 2020 ซึ่งยังบ่งบอกให้เห็นถึงทิศทางของดอกเบี้ยที่ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน แต่ทั้งนี้ตลาดหุ้นยังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาทองคำยังทรงตัวอยู่บริเวณ $1800-1810 ปรับคำแนะนำจาก UW เป็น Neutral เนื่องจากมองว่าราคาได้สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนอีกครั้ง จากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ Non-Farm Employment Change ออกมาที่ระดับ 467,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ 125,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ปรับขึ้นมา 4.0%  ส่งผลให้ราคาทองคำในช่วงสั้นร่วงหลุด 1,800 เหรียญอีกครั้ง โดยราคาทองคำทำต่ำสุดบริเวณ 1,790 เหรียญ แต่เพียงระยะสั้นๆ ราคาทองคำก็มีแรงซื้อกลับอีกครั้ง ทำให้ราคาทองคำสามารถปิดที่ 1,807 เหรียญ ด้านดัชนีดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยในวันศุกร์เปิดที่ 95.30 จุด และทำต่ำสุดแถวบริเวณ 95.13 จุด ขณะที่เช้านี้แข็งค่าขึ้นมาเล็กน้อยที่ 95.47 จุด หนุนให้ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าลงมาอย่างรวดเร็ว โดยเงินบาทแกว่งตัวในช่วงกลางคืนหลุด 33 บาท/ดอลลาร์ ก่อนค่าเงินบาทจะปิดตลาดที่ประมาณ 32.95 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เช้านี้ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 32.90 บาท/ดอลลาร์ลงมา ทั้งนี้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่ากดดันให้ราคาทองคำไทยปรับลดลงต่อเนื่อง แม้ว่าราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเคลื่อนตัวในกรอบ Sideways ระหว่างแนวรับและแนวต้านที่ 1,790 -1,815 เหรียญ ด้านกองทุน SPDR วันก่อนหน้าขายออก 3.24 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,011.6 ตัน ภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์ ขายสุทธิ 6.15 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – ปัจจุบัน ซื้อสุทธิ 35.94 ตัน สำหรับวันนี้ไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ขณะที่ตลาดคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น และจากหลายโพลสำรวจ คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 6-7 ครั้งภายในปีนี้ โดยที่ประธานเฟดสาขาบางรายมองว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 0.50% ในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ขณะที่อีซีบีเริ่มมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเริ่มปรับเปลี่ยนการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ถึง 2 ครั่ง จากเดิมที่คาดว่าจะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าจะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเหนือบริเวณ 90 เหรียญ/บาร์เรล ซึ่งเช้านี้เช้านี้ราคาน้ำมันอยู่ที่ 91.3 เหรียญ/บาร์เรล เป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพโลจิสติกส์ทั้งหมดมีต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ ปรับขึ้นเป็นประวัติการณ์มาอยู่ที่ระดับ 1.907%  ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันทองคำในทิศทางขาลง

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ราคาทองคำในรูปของสกุลเงินดอลลาร์มีการเคลื่อนไหวแตกต่างจากราคาทองคำสกุลเงินบาท ราคาทองคำสกุลดอลลาร์จะเคลื่อนตัวในกรอบ Sideways กว้างระหว่างแนวรับที่ 1,790 เหรียญและ 1,780 เหรียญ แนวต้านที่ 1,815 เหรียญและ 1,825 เหรียญ ตามลำดับ คาดว่ายังคงเคลื่อนตัวในกรอบนี้อีกสักระยะ ขณะที่ราคาทองคำไทย ในช่วงสัปาดาห์ที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่อง มากกว่า 450 บาท/บาททองคำ โดยราคาทองไทยจะมีแนวรับสำคัญที่ 28,000 บาท/บาททองคำ และมีแนวต้านที่ 28,550 บาท/บาททองคำ ขณะที่ยังมีแรงซื้อกลับเข้ามาต่อเนื่อง เนื่องจากราคาทองคำไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากค่าเงินบาทคือเงินบาทแข็งค่าขึ้น ดังนั้นกรอบการลงทุนในราคาทองคำสองสกุลเงินอาจมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน โดยค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าลงไปทดสอบบริเวณ 32.50-32.60 บาท/ดอลลาร์

สำหรับ Gold Comex และ Gold Online Futures คาดจะมีกรอบแนวรับ 1,790 เหรียญ และแนวต้าน 1,815 เหรียญ ด้านราคาทองคำไทยน่าจะเปิดปรับลง 50 บาท/บาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้

คงต้องเน้นการเทรดตามกรอบการแกว่งตัว เนื่องจากยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนของราคา ตลาดมีความผันผวนของราคาตามข่าวและกระเเสคาดการณืที่ออมาค่อนข้างสูง

– นักลงทุนที่ถือ Long Position

เน้นทำกำไรระยะสั้นลงซื้อขึ้นขายในกรอบแนวรับ-ต้าน

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

เน้นทำกำไรระยะสั้นลงซื้อขึ้นขายในกรอบแนวรับ-ต้าน

ที่มา : gold.in.th ( 7 ก.พ.65 )

- Advertisement -

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.

%d bloggers like this: