วันอาทิตย์, 16 พฤษภาคม 2564

บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 9 ธ.ค.63 (YLG)

คำแนะนำ :

เก็งกำไรระยะสั้น แม้ว่าราคาจะค่อยขยับขึ้นแต่แรงซื้อก็ไม่มาก หลังจากราคาปรับตัวขึ้นแรง แนะนำเปิดสถานะซื้อหากราคาสามารถยืนเหนือ 1,850-1,846 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ให้ทยอยขายทำกำไรหากราคายังไม่ยืนเหนือโซน 1,878-1,887 อลลาร์ต่อออนซ์

หลังจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาจนสร้างระดับสูงสุดใหม่จากวันก่อนหน้า แต่มีแรงขายกดดันให้ราคาอ่อนตัวลงช่วงสั้น ๆ เบื้องต้นอาจต้องระวังแรงขายกลับลงมาอีกครั้งหากราคายังไม่มีแรงซื้อมากพอ หรือ หากราคาไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,878-1,887 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยประเมินแนวรับที่ 1,850-1,846 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สรุป

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังรอบใหม่ของสหรัฐ  ล่าสุดนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐเผยว่า  เขาได้นำเสนอแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9.16 แสนล้านดอลลาร์ในระหว่างการการหารือกับนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต  ซึ่งในแผนดังกล่าวจะรวมเงินสำหรับช่วยเหลือมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นที่พรรคเดโมแครตให้ความสำคัญ  และการประกันภาระหนี้สินให้แก่ภาคธุรกิจ (business liability protections) ที่พรรครีพับลิกันให้ความสำคัญ  ปัจจัยดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงิน  จนส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดบริเวณ 1,875.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด  เนื่องจากดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินปอนด์ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับ No-deal Brexit  ประกอบกับการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของสหรัฐยังมีความไม่แน่นอน  เนื่องจากนายมิทช์  แมคคอนเนล  ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา  ไม่เห็นด้วยกับการรวมเงินช่วยเหลือมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นและการประกันภาระหนี้สินให้แก่ภาคธุรกิจในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  นอกจากนี้ทองคำยังได้รับแรงกดดันเพิ่มจากความคืบหน้าเกี่ยวกับวัคซีนต้าน COVID-19  หลังสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA)ส่งสัญญาณ “อนุมัติ” ให้ใช้วัคซีนของไฟเซอร์เป็นกรณีฉุกเฉิน (EUA)ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้อีกด้วย   ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง และ JOLTS Job Openings ของสหรัฐ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) นายกฯอังกฤษกลับลำ เตรียมถก EU พรุ่งนี้ หวังผ่าทางตันเจรจาการค้า  แถลงการณ์จากบ้านพักนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เตรียมเดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ในวันพรุ่งนี้ เพื่อจัดการเจรจากับนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของ EU  ท่าทีดังกล่าวของนายจอห์นสัน สวนทางกับสิ่งที่เขากล่าวก่อนหน้านี้ว่า อังกฤษพร้อมที่จะยุติการเจรจาการค้ากับ EU โดยอังกฤษจะแยกตัวออกจาก EU โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit)
  • (+) สหรัฐเผยประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในไตรมาส 3  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.6% ในไตรมาส 3 แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.9% หลังจากพุ่งขึ้น 10.6% ในไตรมาส 2
  • (-) อ็อกซ์ฟอร์ดเผยผลทดลองชี้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าให้ประสิทธิภาพ 70.4%  มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการทดลองระยะที่ 3 พบว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ทางมหาวิทยาลัยทำการพัฒนาร่วมกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ให้ประสิทธิภาพเฉลี่ย 70.4%  ทั้งนี้ ผลการทดลองดังกล่าว ซึ่งมีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ระบุว่า วัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 62% สำหรับอาสาสมัครที่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 ครั้งๆละ 1 โดส และจะมีประสิทธิภาพ 90% สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครั้งแรกครึ่งโดส และครั้งที่ 2 จำนวน 1 โดส 
  • (-) ซีอีโอไฟเซอร์คาด FDA ไฟเขียววัคซีนต้านโควิดของบริษัท  นพ.อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ กล่าวว่า เขาคาดว่าคณะกรรมการที่ปรึกษาของสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) จะให้การอนุมัติต่อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัท ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จะหารือกันเกี่ยวกับการอนุมัติการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้แก่ผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป  “เรามีคำตอบสำหรับทุกคำถามที่พวกเขาจะถาม และผมคิดว่าพวกเขาจะลงมติเห็นชอบต่อวัคซีนของเรา เนื่องจากเรามีข้อมูลที่จะสร้างความมั่นใจได้” นพ.เบอร์ลากล่าว
  • (-) FDA ส่งสัญญาณไฟเขียววัคซีนต้านโควิดของไฟเซอร์  สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เปิดเผยในวันนี้ว่า ข้อมูลจากการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของไฟเซอร์ อิงค์ ไม่ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย  ทั้งนี้ เอกสารที่มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ของ FDA ในวันนี้ ระบุว่า ข้อมูลการทดลองวัคซีนของทางบริษัทมีความสอดคล้องกับข้อเสนอของ FDA ที่จะให้มีการอนุมัติวัคซีนเป็นกรณีฉุกเฉิน (EUA)  “FDA ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า ทางบริษัทได้ให้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับคุณภาพของวัคซีน และสอดคล้องกับการอนุมัติผลิตภัณฑ์ภายใต้ EUA” FDA ระบุ  FDA ยังเปิดเผยว่า ข้อมูลระบุว่า วัคซีนของไฟเซอร์ให้ภูมิต้านทานไวรัสโควิด-19 หลังจากที่มีการฉีดในเข็มแรก ก่อนที่จะมีการฉีดเข็มที่ 2 ในอีก 3 สัปดาห์  ทั้งนี้ FDA มีกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาในวันพฤหัสบดีนี้เพื่อพิจารณาคุณสมบัติของวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ ซึ่งหากคณะกรรมการเห็นพ้องให้การอนุมัติวัคซีนดังกล่าว FDA ก็จะประกาศการอนุมัติอย่างเป็นทางการหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 104.09 จุด ข่าววัคซีนคืบหน้าหนุนแรงซื้อหุ้นสุขภาพ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (8 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นกลุ่มธุรกิจสุขภาพ หลังมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมทั้งการโหวตร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐบาล (ชัตดาวน์)  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,173.88 จุด เพิ่มขึ้น 104.09 จุด หรือ +0.35% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,702.25 จุด เพิ่มขึ้น 10.29 จุด หรือ +0.28% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,582.77 จุด เพิ่มขึ้น 62.82 จุด หรือ +0.50%
  • (-) ปอนด์อ่อนเทียบดอลล์ วิตกอังกฤษเผชิญ no-deal Brexit  เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า อังกฤษอาจจะเผชิญกับการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit) หลังจากการเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) ยังคงไม่มีความคืบหน้า  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.18% แตะที่ 90.9495 เมื่อคืนนี้ เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3352 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3399 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2103 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2119 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7405 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7429 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.18 เยน จากระดับ 103.97 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2819 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2795 ดอลลาร์แคนาดา

ขอขอบคุณ  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

%d bloggers like this: