วันศุกร์, 26 กุมภาพันธ์ 2564

วิเคราะห์ราคาทองคำ 22 ธ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะด้วยความระมัดระวังเนื่องจากราคาขยับขึ้นจำกัด โดยรอราคายืนเหนือบริเวณแนวรับ 1,866-1,855 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ และทยอยปิดสถานะทำกำไรหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,889-1,907 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,866 1,855 1,839  แนวต้าน : 1,889 1,907 1,921

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 4.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ในระหว่างวันราคาทองคำจะทะยานขึ้นแตะ 1,906.69 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำทิ้งตัวลงในเวลาต่อมา โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกดดันราคาทองคำ  ได้แก่  การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์  จากแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความวิตกว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธ์ใหม่ในอังกฤษที่สามารถแพร่เชื้อรวดเร็วกว่าเดิมถึง 70% ขณะที่เงินปอนด์ดิ่งลงอย่างหนักทั้งจากการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่  รวมไปถึงความวิตกที่ว่า อังกฤษอาจแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (No-deal Brexit) หลังจากการเจรจาการค้าของทั้งสองฝ่ายยังไร้ความคืบหน้า  ซึ่งการอ่อนค่าของเงินปอนด์เป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์เพิ่มเติม  นั่นทำให้ดัชนีดอลลาร์ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์จนเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาทองคำดิ่งลงกว่า  50 ดอลลาร์ต่อออนซ์จากระดับสูงสุดในระหว่างวันแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,855.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ดี  ข่าวที่ว่าสภาคองเกรสใกล้จะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่  ช่วยพยุงราคาไว้   โดยคาดว่าจะมีการเปิดเผยร่างข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงบ่ายวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ และอาจจะมีการลงมติกันในคืนวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น +2.04 ตันสู่ระดับ 1,169.86 ตัน ซึ่งเป็นการถือครองทองเพิ่มครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยประมาณการครั้งสุดท้ายจีดีพีไตรมาส 3/2020, ยอดขายบ้านมือสอง และดัชนีภาคการผลิตจากเฟดริชมอนด์

จจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองคำไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 1,889-1,907 ดอลลาร์ต่อออนซ์ขึ้นไปได้ อาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นให้กลับลงมาสะสมกำลังด้านล่างบริเวณ 1,866-1,855 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง เบื้องต้นประเมินว่าราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบและพยายามทรงตัว หลังจากวานนี้มีแรงขายกดดันจนราคาทิ้งตัวลงแรง

กลยุทธ์การลงทุน :

รอซื้อเล่นสั้นหากราคาทองคำยืนเหนือบริเวณ 1,866-1,855 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,855 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หากราคาทองคำดีดตัวขึ้นไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,889-1,907 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือไม่สามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวแนะนำให้ปิดสถานะซื้อเพื่อทำกำไร

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) นักวิเคราะห์เตือนวอลล์สตรีทหมดแรง “แรลลี่” ปลายปีนี้ เหตุ “ซานต้า” ติดโควิด  นักวิเคราะห์ระบุว่า การดีดตัวของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่มักเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปี หรือที่มักเรียกว่า “ซานต้า แรลลี่” อาจจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องกลับมาทำการล็อกดาวน์รอบใหม่ ทั้งนี้ ซานต้า แรลลี่ของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักเกิดขึ้นเป็นเวลา 7 วันทำการ โดยมีขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปีปัจจุบัน รวมทั้ง 2 วันแรกของปีใหม่  จากการรวบรวมสถิติการปรับตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กช่วง 7 วันของซานต้า แรลลี่ พบว่า ดัชนีดาวโจนส์สามารถปิดตลาดในแดนบวกถึง 78% นับตั้งแต่ปี 2471 หรือในช่วงเวลากว่า 90 ปีที่ผ่านมา
  • (-) โควิด-Brexit ทุบปอนด์ทรุดหนัก ทั่วโลกผวาไวรัสอังกฤษกลายพันธุ์ปอนด์ทรุดตัวลงอย่างหนักเทียบดอลลาร์และยูโรในวันนี้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษ  นอกจากนี้ ปอนด์ยังถูกกดดันจากความกังวลที่ว่า อังกฤษอาจแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit)  ณ เวลา 21.15 น.ตามเวลาไทย ปอนด์ร่วงลง 1.50% สู่ระดับ 1.332 ดอลลาร์ และอ่อนค่า 1.05% สู่ระดับ 0.916 เทียบยูโร
  • (-) WHO ชี้ไวรัสโควิดกลายพันธุ์ในอังกฤษถือเป็นกระบวนการปกติ  นายแพทย์ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษถือเป็นกระบวนการปกติของการแพร่ระบาด  นายแพทย์ไรอันระบุว่าการค้นพบไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่เป็นการบ่งชี้ว่าเครื่องมือใหม่ในการติดตามไวรัสดังกล่าวกำลังทำงานได้เป็นอย่างดี
  • (-) ผู้เชี่ยวชาญไม่หวั่นไวรัสโควิดกลายพันธุ์ เชื่อวัคซีนปัจจุบัน “เอาอยู่”  ผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความเชื่อมั่นว่าวัคซีนในปัจจุบันจะสามารถต้านไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ทั่วโลกพากันตื่นตระหนกเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษ ซึ่งทำให้มีการแพร่เชื้อรวดเร็วกว่าเดิมถึง 70%  ขณะนี้ สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติเป็นการฉุกเฉินสำหรับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ และโมเดอร์นา อิงค์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิน กุปตา จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นว่าวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติในขณะนี้จะให้การป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้หลายสายพันธุ์  อย่างไรก็ดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์กุปตากล่าวว่า ผู้ผลิตวัคซีนรุ่นใหม่อาจจะต้องทำการปรับปรุงเพื่อให้รองรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เช่นเดียวกับการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ต้องมีการปรับปรุงเช่นกัน  ทางด้านนายแพทย์วิเวก เมอร์ธี ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากนายโจ ไบเดน ให้เป็นว่าที่เจ้ากรมการแพทย์ทหารสหรัฐ ก็ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 เช่นกัน
  • (-) ดอลล์แข็งค่า นลท.แห่ซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังพบโควิดกลายพันธุ์  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (21 ธ.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนพากันเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษ  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.02% แตะที่ 90.0400 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 103.34 เยน จากระดับ 103.30 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8846 ฟรังก์ จากระดับ 0.8838 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2829 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2787 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2249 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2241 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3460 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3506 ดอลลาร์
  • (+/-) ดาวโจนส์ปิดบวกเพียง 37.40 จุด วิตกไวรัสโควิดกลายพันธุ์ในอังกฤษ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเพียงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (21 ธ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษ โดยข่าวดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากการที่แกนนำในสภาคองเกรสสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,216.45 จุด เพิ่มขึ้น 37.40 จุด หรือ +0.12% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,694.92 จุด ลดลง 14.49 จุด หรือ -0.39% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,742.52 จุด ลดลง 13.12 จุด หรือ -0.10%