วันเสาร์, 15 พฤษภาคม 2564

วิเคราะห์ราคาทองคำ 7 ม.ค.64(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

หากราคาทองคำไม่สามารถยืน 1,966 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ให้แบ่งทองคำออกขายเพื่อทำกำไรบางส่วน แต่หากผ่านได้ให้ชะลอการขายออกไป และเมื่อราคาอ่อนตัวลงให้เข้าซื้อบริเวณแนวรับ 1,934-1,921 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,904 1,889 1,873  แนวต้าน : 1,933 1,950 1,966

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลง 31.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ขณะที่ในระหว่างวันราคาทองคำแกว่งตัวรุนแรง  หลังจากในช่วงต้นวันราคาทองคำพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดบริเวณ 1,958.95 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่จะดิ่งลงแรงเกือบ 60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างๆ  อาทิ  (1.) แรงขายทางเทคนิคหลังจากเมื่อวานนี้เกิดสัญญาณ Bearish RSI Divergence ในกราฟทางเทคนิค  (2.) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งสูงกว่า 1% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมี.ค. จากการคาดการณ์ว่าชัยชนะในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในรัฐจอร์เจียของพรรคเดโมแครต  จะทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องออกตราสารหนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ซึ่งการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์กดดันทองในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย (3.) การทะยานขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ  ขานรับผลการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในรัฐจอร์เจีย  ซึ่งกดดันให้เกิดแรงขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ (4.) วัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ของโมเดอร์นาได้รับการอนุมัติจากสำนักงานยาแห่งยุโรป (EMA) ให้ใช้ในสหภาพยุโรป  และ (5.)ดัชนีดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดนับตั้งแต่มี.ค.ปี 2018 ที่ 89.209 ซึ่งลงไปทดสอบในระหว่างวัน  ปัจจัยที่กล่าวมากดดันให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,901  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่ราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นเกือบ 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์  จากแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  หลังเกิดเหตุกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาสหรัฐ  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และดัชนี PMI ภาคการบริการจาก ISM

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำแกว่งตัวผันผวนเพิ่มขึ้น หลังจากราคาทิ้งตัวลงแรง แม้ว่าจะมีแรงช้อนซื้อให้ราคาฟื้นตัวขึ้นได้บ้างแต่แรงซื้อค่อนข้างจำกัด หากระยะสั้นมีแรงดีดกลับและพยายามจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านระดับ 1,930-1,933 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวอาจจะเกิดแรงขายสลับออกมาอีกครั้ง ประเมินแนวรับบริเวณ 1,904 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

ดูบริเวณ 1,904 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากรับความเสี่ยงได้อาจเสี่ยงซื้อเก็งกำไรระยะสั้น (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด 1,901 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดวานนี้)และขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวหรือบริเวณแนวต้าน 1,930-1,933 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้สามารถถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  •  (+) กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ-ระงับประกาศชัยชนะไบเดนชั่วคราว  กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงวอชิงตัน และผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาสหรัฐ ส่งผลให้ต้องมีการอพยพผู้คนออกจากอาคารรัฐสภา และยังทำให้สภาคองเกรสต้องระงับการประกาศรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดน เป็นการชั่วคราว  รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปจนถึงด้านในของอาคารรัฐสภา ซึ่งรวมถึงห้องประชุมวุฒิสภา โดยผู้ประท้วงรายหนึ่งขึ้นไปยืนบนเก้าอี้นั่งสำหรับประธานวุฒิสภา และตะโกนว่า “ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้!”
  • (+) ตลาดหุ้นนิวยอร์กกลับลำยืนยันปลดหลักทรัพย์ 3 บริษัทสื่อสารจีน  ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ออกแถลงการณ์ในวันนี้ ยืนยันว่า NYSE จะปลดหลักทรัพย์ของ 3 บริษัทสื่อสารรายใหญ่ของจีนออกจากตลาด หลังจากนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ NYSE ที่ได้ตัดสินใจอนุมัติให้หลักทรัพย์ของบริษัททั้ง 3 ยังคงสามารถซื้อขายในตลาดต่อไป  ทั้งนี้ ท่าทีของ NYSE ได้สร้างความสับสนให้กับนักลงทุนในตลาด โดยเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา NYSE ได้ประกาศว่าจะถอดหลักทรัพย์ของบริษัทไชน่าเทเลคอม, ไชน่าโมบายล์ และไชน่ายูนิคอม ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ต่อมาในวันที่ 4 ม.ค. NYSE ได้เปลี่ยนใจยกเลิกแผนการถอดหลักทรัพย์ของทั้ง 3 บริษัท หลังจากที่ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างชาติ
  • (+) ดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐต่ำสุดรอบ 3 เดือนในธ.ค. ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.8 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 58.4 ในเดือนพ.ย.
  • (+) ADP เผยการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐลดลงครั้งแรกรอบ 8 เดือนจากพิษโควิด  ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลง 123,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 88,000 ตำแหน่ง
  • (-) ตำรวจคุมสถานการณ์ได้แล้ว หลังกลุ่มหนุนทรัมป์บุกสภาขวางประกาศชัยชนะไบเดน  เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐสามารถยึดคืนพื้นที่ในอาคารรัฐสภาได้สำเร็จแล้วในขณะนี้ ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางการประกาศรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดน โดยรายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดในอาคารรัฐสภา  เจ้าหน้าที่ฝ่ายอารักขาอาคารรัฐสภายืนยันว่า หญิงคนหนึ่งที่ถูกยิงในอาคารรัฐสภานั้นขณะนี้เสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบวัตถุระเบิดอย่างน้อย 2 ลูกบนพื้นของอาคาร
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 437.80 จุด รับความหวังเดโมแครตออกมาตรการกระตุ้นศก.  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (6 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากคาดหวังว่า พรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารัฐจอร์เจีย ซึ่งจะปูทางให้คณะบริหารของนายโจ ไบเดน สามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่และเพิ่มการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์อ่อนแรงลงจากระดับนิวไฮในระหว่างวัน หลังมีรายงานว่ากลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาสหรัฐ ส่งผลให้สภาคองเกรสต้องระงับการประกาศรับรองชัยชนะของนายไบเดนเป็นการชั่วคราว  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,829.40 จุด พุ่งขึ้น 437.8 จุด หรือ +1.44% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,748.14 จุด เพิ่มขึ้น 21.28 จุด หรือ +0.57% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,740.79 จุด ลดลง 78.17 จุด หรือ -0.61%
  • (+/-) “ทวิตเตอร์” จ่อบล็อคบัญชีทรัมป์ หลังทวีตป่วนมวลชนลุกฮือบุกสภาสหรัฐทวิตเตอร์ประกาศบล็อคบัญชี @realDonaldTrump ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง หลังจากปธน.ทรัมป์ทวีตข้อความอย่างต่อเนื่องว่า เขาถูกโกงการเลือกตั้งในเดือนพ.ย. 2563  ทวิตเตอร์ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางบริษัทจะบล็อคบัญชีของปธน.ทรัมป์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ทันทีที่เขาลบข้อความทวีตที่สร้างความสงสัยให้กับสังคม และเตือนว่า หากปธน.ทรัมป์ยังคงละเมิดกฏระเบียบของบริษัท ทางทวิตเตอร์จะทำการบล็อคบัญชีของปธน.ทรัมป์เป็นการถาวร 
%d bloggers like this: