วันพฤหัสบดี, 15 เมษายน 2564

บทวิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 19 มี.ค.64 GT, YLG, MTS, SCT

โดย  : บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

Fundamental

  • US Bond Yield พุ่งขึ้นทุกระยะ ทุบราคาทองร่วงหนัก
  • ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 2 ปี ดีดขึ้นมาอยู่ที่ 0.16% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ดีดขึ้นมาอยู่ที่ 1.7% เนื่องจากนักลงทุนเทขายไม่หยุด เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้ออย่างรวดเร็วและจะบีบให้ Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่ระบุไว้
  • ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นสูงเพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ภาคธุรกิจกำลังจะต้องรับภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันต่อผลกำไร

Technical

  • รูปซ้ายการดิ่งกลับลงมาทำให้เกิด failure breakout ซึ่งมักเกิดจากการที่ตลาดเปลี่ยนมุมมองกระทันหัน ทำให้ราคามีแนวโน้มจะปรับตัวลงอีก
  • รูปขวาช่วงแนวต้าน 1,735-1,740 กลับมาเป็นระดับที่ทะลุขึ้นได้ยากอีกครั้ง ระยะสั้นราคายังถูกกดดันด้วยมุมมองเชิงลบ จึงมีแนวโน้มอ่อนตัวหาจุดตั้งหลัก
  • ทิศทางวันนี้sideway down
  • จับจังหวะเล่นยังไง?swing short

Attention

แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นจากโควิดได้ช้ากว่าคาด เพราะวัคซีนขาดแคลน จึงยังเลิก lockdown ไม่ได้

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

พิจารณาเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาใกล้ 1,717-1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หรือ หากรับความเสี่ยงได้ไม่มากอาจเลือกชะลอการเปิดสถานะออกไป

แนวรับ : 1,717 1,707 1,690 แนวต้าน : 1,759 1,776 1787

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 13.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์  แม้ว่าในช่วงการซื้อขายในตลาดเอเชีย  ราคาทองคำจะพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดบริเวณ 1,755.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยได้รับแรงหนุนจากผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0 ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2023  พร้อมส่งสัญญาณซื้อพันธบัตรรัฐบาลตามมาตรการ QE  วงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนต่อไป  และย้ำว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเริ่มพูดถึงการลดวงเงิน QE (QE tapering) อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้  โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายทำกำไรและแรงขายทางเทคนิค  ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 1.754% เป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน  ทั้งนี้  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้รับแรงหนุนหลังเฟดปรับ “เพิ่ม” ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ อัตราการว่างงาน  รวมถึงเงินเฟ้อ  ซึ่งนอกจากการทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะกดดันทองในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยแล้วนั้น  ยังช่วยหนุนให้ดัชนีดอลลาร์ฟื้นตัวขึ้นจนกดดันราคาทองคำเพิ่ม  นอกจากนี้  ดัชนีดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินยูโร  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของ COVID -19 ระลอกใหม่ซึ่งจะยิ่งทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซนล่าช้ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย  ปัจจัยที่กล่าวมาอยู่เบื้องหลังการร่วงลงของทองคำสู่ระดับต่ำสุดบริเวณ 1,719.27 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือทองไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ไม่มีกำหนดการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ แต่แนะนำจับตาการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและดัชนีดอลลาร์  เพื่อใช้ชี้นำทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ

ปัจจัยทางเทคนิค :

แม้จะมีแรงซื้อให้ราคาดีดตัวขึ้นแต่ยังคงเห็นแรงขายกดดันอย่างต่อเนื่อง หากการดีดตัวของราคายังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านระดับ 1,753-1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อาจทำให้เกิดแรงขายกดดันให้ปรับตัวลงสู่ระดับ 1,717-1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์เช่นเดิม เบื้องต้นประเมินการเคลื่อนไหวของราคาในแบบของการแกว่งตัวเพื่อสะสมแรงซื้อหากยืนได้จะเกิดการดีดตัวขึ้นต่อ

กลยุทธ์การลงทุน :

การเข้าซื้อยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นจากการแกว่งตัว โดยเข้าซื้อเฉพาะเมื่อตลาดปรับตัวลงมาในบริเวณแนวรับ 1,717-1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุน 1,707 ดอลลาร์ต่อออนซ์) การปิดสถานะซื้อทำกำไรพิจารณาในโซน 1,753-1,759 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านถือสถานะซื้อต่อ

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 153.07 จุด วิตกบอนด์ยีลด์พุ่ง-โควิดระบาดยุโรป  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (18 มี.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 ในยุโรป ซึ่งทำให้บางประเทศในภูมิภาคแห่งนี้ต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 32,862.30 จุด ลดลง 153.07 จุด หรือ -0.46% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,915.46 จุด ลดลง 58.66 จุด หรือ -1.48% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,116.17 จุด ลดลง 409.03 จุด หรือ -3.02%
  • (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานพุ่งเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 770,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 700,000 ราย
  • (-) เฟดฟิลาเดลเฟียเผยดัชนีภาวะธุรกิจมิด-แอตแลนติกพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 50 ปี ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย เปิดเผยดัชนีภาวะธุรกิจในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก พุ่งขึ้นสู่ระดับ 51.8 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2516 จากระดับ 23.1 ในเดือนก.พ.  นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีภาวะธุรกิจจะทรงตัวที่ระดับ 23.1 ในเดือนมี.ค.
  • (-) คาด “ไบเดน” ประกาศความสำเร็จฉีดวัคซีนโควิด 100 ล้านโดสวันนี้  เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสรายหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนอาจบรรลุเป้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวน 100 ล้านโดสให้แก่ชาวอเมริกันภายในเวลา 100 วันแรกของการรับตำแหน่งของเขาในวันนี้  เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ปธน.ไบเดนอาจบรรลุเป้าดังกล่าวก่อนกำหนด โดยเขาได้สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 ในวันที่ 20 ม.ค. หรือเมื่อ 57 วันก่อน  คาดว่าปธน.ไบเดนจะประกาศความสำเร็จดังกล่าวในวันนี้ ขณะที่สหรัฐเร่งการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยมีการฉีดเฉลี่ย 2-3 ล้านคนต่อวัน
  • (-) องค์การยายุโรปไฟเขียววัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ชี้มีความปลอดภัย  องค์การยาแห่งยุโรป (EMA) แถลงในวันนี้ว่า วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดย EMA แนะนำให้ประเทศในยุโรปยังคงใช้วัคซีนนี้ต่อไป ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจะมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 
  • (-) UNCTAD เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 64 เป็น 4.7% คาดฟื้นตัวต่อเนื่อง  รายงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ที่เผยแพร่ในวันนี้ระบุว่า ขณะนี้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะขยายตัว 4.7% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากตัวเลขคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนก.ย. 2563 ที่ระดับ 4.3%  โดยรายงานระบุว่า UNCTAD ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เนื่องจากคาดว่าผู้บริโภคในสหรัฐน่าจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลังแผนดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 คืบหน้าไปได้ด้วยดี ประกอบกับที่มีการอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง  “เศรษฐกิจโลกเริ่มมีการฟื้นตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 3/2563 และคาดว่าจะยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2564 แม้ว่าอาจจะเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงและไม่สามารถคาดเดาได้อยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนในเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การดำเนินนโยบายต่างๆ และการทำงานร่วมกัน” รายงานระบุ  ทั้งนี้ UNCTAD คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 8.1% จากการที่รัฐบาลจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินการฉีดวัคซีนภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว  ในส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐนั้น คาดว่าจะขยายตัว 4.5%
  • (-) ดอลลาร์แข็งค่า หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งทะลุ 1.7%  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (18 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 1.7%  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.48% แตะที่ 91.8579 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.99 เยน จากระดับ 108.82 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9284 ฟรังก์ จากระดับ 0.9220 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2507 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2416 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1914 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1980 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3929 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3949 ดอลลาร์
  • (+/-) แบงก์ชาติอังกฤษประกาศคงดอกเบี้ย,วงเงิน QE ตามคาด  ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้ โดย BoE มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์  นอกจากนี้ BoE ประกาศคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8.95 แสนล้านปอนด์ (1.2 ล้านล้านดอลลาร์) เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

วิเคราะห์ราคาทองคำ

ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังจากขึ้นไปทดสอบแนวต้านทางจิตวิทยาที่ 1,750 เหรียญและไม่สามารถปรับขึ้นต่อไปได้ โดยภาพรวมทองคำกลับได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัจรอายุ10 ปี ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นเป็นประวัติการณืที่ 1.762% โดยมีความตึงเครียดท่ามกลางการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่รัฐอะลาสก้า ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเช้านี้ ดัชนีดอลลาร์อยู่ที่ 91.88 จุด กดดันทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยขึ้นมาที่ระดับ 30.95 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่กองทุน SPDR เมื่อวานนี้ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม โดยปัจจุบันถือครองทองคำที่ระดับ 1,048.28 ตัน ด้านตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯเมื่อวานนี้ ได้แก่  Philly Fed Manufacturing Index ออกมาดีกว่าคาดที่ 51.8 และ Unemployment Claims ที่ออกมาแย่กว่าคาดที่ 770,000 ราย สำหรับวันนี้ไม่มีตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยภาพรวมการปรับขึ้นของราคาทองคำมาจากแนวถ้อยแถลงของเฟดที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว โดยคาดหวังว่าจะมีการควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ดี

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ราคาทองคำในระยะสั้นยังมีความผันผวนไม่แน่นอนหลังจากที่ไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,750 เหรียญได้ ภาพระยะกลางและยาวยังเป็นแนวโน้มขาลง ขณะที่ระยะสั้นยังมีการแกว่งตัว วันนี้คาดว่าราคาทอคำจะมีกรอบแนวรับที่ 1,715 เหรียญ แนวต้านที่ 1,750 เหรียญ สำหรับ Gold Online Futures และ Gold Comex จะมีกรอบเคลื่อนไหวเท่ากันระหว่าง 1,715-1,750 เหรียญ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้

ยังคงเเนะนำให้เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ ตามความผันผวนของราคา

– นักลงทุนที่ถือ Long Position 

ยังคงเน้นเทรดสั้นหาจังหวะเข้าซื้อตามแนวรับหรือเมื่อราคาย่อตัว เพื่อปิดทำกำไรตามแนวต้าน แนะมี Stop Loss หากต่ำกว่า 1,715 เหรียญ

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

เก็งกำไรระยะสั้น เข้าออกเร็ว ควรปิดสถานะหากราคายังปิดยืนเหนือ 1,750 เหรียญ

Gold Futures GF10J21 จะมีแนวรับที่ระดับ 25,720 บาท และแนวต้านที่ระดับ 26,050  บาท

โดย : บริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จํากัด

คำแนะนำ : ทองไม่ผ่าน 1760 จึงพักฐานคาด SIDEWAYS รอความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐ/จีนในสัปดาห์นี้
แนวรับ 1730/ 1720|1700   แนวต้าน 1735|1740|1760
                     Gold/silver           USD             Baht        DOW (stock)
ระยะสั้น         SW DOWN         SW  UP          SW              SW
ระยะกลาง     SW DOWN           SW UP       WEAK         SW UP
ระยะยาว         NEUTRAL         BULLISH    NEUTRAL   BULLISH
คำแนะนำรายวัน SIDEWAY DOWN 1700-1745
จุดเข้า SELL 1735-45
เป้าหมาย 1700-20
SL 1760

รายสัปดาห์
คำแนะนำรายเดือน 1650-1880
จุดเข้า BUY 1700-15
เป้าหมาย 1800-1880 SL 1670
SL 1690

  เมื่อวานราคาทองโดยทุบหลังไม่ผ่านแนวต้านเทคนิค $1760 เข้าโหมดพักฐานรอความคืบหน้าการเริ่มเจรจาแรกของสหรัฐฯจีนภายใต้การคุมบังเหียนของไบเดนวันนี้ คาดว่าหนทางการเจรจาของไบเดนจะโหดและอึดอัดกว่าแนวทางของทรัมป์ ประเด็นสงครามเย็นนี้น่าจะเป็นบวกกับทองในระยะยาว แต่ระยะสั้นและกลางทองยังถูกกดดันจาก BOND YIELD สหรัฐฯที่เป็นกบฎตรึงตัวในระดับสูงแถว 1.63% และจ่อใกล้กับเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของเฟด จนทำให้เฟดต้องระวังและราคาทองจึงไปไหนได้ไม่ไกลโดยเฉพาะใกล้แนวต้าน $1760/1800

   ภาพรวมทองน่าพักฐานรอปัจจัยข่าวใหม่ ถ้าให้ดูสวยก็ควรจะแกว่ง SIDEWAYS $1720-40 หรือถ้าจะเป็นแบบผันผวนก็จะแกว่งกรอบ $1700-45 กลยุทธ์จึงแนะนำขึ้นขายลงซื้อ ลดพอร์ตฝั่งซื้อ แต่ระวังบาทที่ยังเป็นทรงอ่อนค่าในระยะกลาง

ที่มา : gold.in.th ( 19 มี.ค.64 )