วันอาทิตย์, 20 มิถุนายน 2564

วิเคราะห์ราคาทองคำ 13 พ.ค.64 by YLG, GT, MTS, InterGold

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

แนะนำเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 1,803-1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงพยายามยืนเหนือโซนแนวรับ 1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสขยับขึ้นเพื่อทดสอบแนวต้านโซน 1,832-1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,803 1,786 1,771  แนวต้าน : 1,832 1,845 1,856

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดดิ่งลง 21.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่ผันผวนอย่างหนัก  หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน  ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 4.2% ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2008 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6% อย่างไรก็ดี  การพุ่งขึ้นแรงของเงินเฟ้อทำให้ตลาดสงสัยในจุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่มองว่าการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น  จนกระตุ้นการคาดการณ์ที่ว่า“เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมถึงลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)เร็วกว่าที่คาดไว้” เพื่อสกัดเงินเฟ้อ  สะท้อนจากสัญญา  Eurodollar Futures ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในตลาด  บ่งชี้ว่าตลาดเห็นถึงโอกาส 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนธ.ค. 2022  และมีโอกาส 100% ที่จะปรับขึ้น 25 bps ในระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย.2023  ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1.705% ซึ่งกดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย  ขณะที่ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.67% สู่ระดับ  90.773 ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงจากระดับสูงสุดในระหว่างวันบริเวณ 1,843.31  ดอลลาร์ต่อออนซ์  ลงสู่ระดับต่ำสุดบริเวณ 1,812.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำไม่เปลี่ยนแปลง  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อในฝั่งผู้ผลิต  และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ปัจจัยทางเทคนิค :

หากราคาทองย่อตัวลงมา แต่ยังคงทรงตัวได้เหนือระดับ 1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คาดว่าจะเห็นการดีดกลับไปทดสอบแนวต้าน 1,832 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง และหากยืนบริเวณแนวต้านดังกล่าวได้ อาจขยับขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไป 1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของเดือน พ.ค.)

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำให้เข้าซื้อ หากราคาทองคำขยับลงไม่หลุดแนวรับ 1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ตัดขาดทุนหากราคาหลุด) และอาจแบ่งขายทำกำไรบางส่วนหากราคาไม่ผ่านแนวต้านบริเวณ 1,832 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ชะลอการปิดสถานะซื้อไปที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ดาวโจนส์ปิดร่วง 681.50 จุด วิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดหลังเงินเฟ้อพุ่งดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดเมื่อคืนนี้ (12 พ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ดิ่งลงเป็นเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการพุ่งขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้ออาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 33,587.66 จุด ลดลง 681.50 จุด หรือ -1.99% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,063.04 จุด ลดลง 89.06 จุด หรือ -2.14% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,031.68 จุด ลดลง 357.75 จุด หรือ -2.67%
  • (-) รัสเซียขานรับข้อเสนอสหรัฐจัดซัมมิต “ไบเดน VS ปูติน” เดือนหน้า  นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซียขานรับข้อเสนอของสหรัฐในการจัดการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในเดือนหน้า  นายลาฟรอฟกล่าวว่า ในฐานะมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ รัสเซียและสหรัฐมีความรับผิดชอบต่อการรักษาเสถียรภาพของโลก  นอกจากนี้ นายลาฟรอฟระบุว่า หากมีการจัดการประชุมสุดยอด ทั้งสองฝ่ายควรหารือกันในประเด็นการควบคุมอาวุธ และการรักษาเสถียรภาพในระดับโลก  ก่อนหน้านี้ ปธน.ไบเดนแสดงความหวังว่า เขาจะได้พบปะกับปธน.ปูตินในระหว่างการเดินทางเยือนยุโรปในเดือนหน้า
  • (-) ผลวิจัยญี่ปุ่นชี้วัคซีนไฟเซอร์ป้องกันโควิดสายพันธุ์ต่างๆได้  ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเมืองโยโกฮามาเปิดเผยผลการศึกษาระบุว่า ประมาณ 90% ของผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่พัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์นั้น มีแอนติบอดีในการต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ ที่ตรวจพบในญี่ปุ่น  การวิจัยครั้งนี้ได้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 โดสให้แก่ผู้ทดลอง 105 คนที่ไม่เคยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มาก่อนซึ่งรวมถึงไวรัสโควิด 7 สายพันธุ์  ผลการศึกษาระบุว่า ผู้ร่วมทดลอง 90-94% จากทั้งหมด 105 คนนั้นพบว่ามีแอนติบอดีในการป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่พบในสหราชอาณาจักร, แอฟริกาใต้ และบราซิล ขณะที่ 97% พบแอนติบอดีในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ที่ตรวจพบในอินเดีย  นอกจากนี้ ยังพบว่า 99% มีแอนติบอดีในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสินเชื่อจำนองเพิ่มขึ้นสัปดาห์ที่แล้ว ขานรับดอกเบี้ยลดลง    สมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองเพิ่มขึ้น 2.1% ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง  ทั้งนี้ จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 1% ในสัปดาห์ที่แล้ว และพุ่งขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี CPI เดือนเม.ย. พุ่งเกินคาด สูงสุดรอบกว่า 12 ปี  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนเม.ย.ในวันนี้ โดยระบุว่า ดัชนี CPI ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนมี.ค.
  • (-) ดอลล์แข็งค่า คาดเงินเฟ้อพุ่งหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย-ลด QE  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (12 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งขึ้นสูงกว่าคาดการณ์นั้น จะผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.63% สู่ระดับ 90.7116 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.58 เยน จากระดับ 108.64 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9080 ฟรังก์ จากระดับ 0.9034 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2106 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2089 ดอลลาร์แคนาดา  ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2079 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2152 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.4058 ดอลลาร์ จากระดับ 1.4157 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7730 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7844 ดอลลาร์สหรัฐ

โดย  : บริษัท จีที โกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

Fundamental

  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)เดือน เม.ย. เผยอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯพุ่ง +4.2% yoyสูงสุดในรอบ 12 ปีครึ่ง
  • แต่เป็นเพราะไตรมาส 2 ปีก่อนเงินเฟ้อต่ำสุดในรอบ 5 ปี ดังนั้น การที่เศรษฐกิจฟื้นในปีนี้จึงทำให้เงินเฟ้อพุ่งแรงด้วย และคาดว่าเดือนหน้าเงินเฟ้อจะยังสูงอยู่
  • อย่างไรก็ตาม กระแสเงินเฟ้อที่มาแรงวานนี้ได้ลากให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี กลับมาพุ่งขึ้นทะลุ 1.7% อีกครั้งสะท้อนว่าตลาดไม่เชื่อว่าเงินเฟ้อเป็นแค่ภาวะระยะสั้นอย่างที่Fed เคยบอก เป็นการเร่งให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนจึงพากันเทขายสินทรัพย์

Technical

  • รูปซ้ายราคาทิ้งดิ่งลงมาทดสอบแรงซื้ออีกครั้งที่ช่วง 1,810-1,815 ซึ่งเป็นระดับพักตัวสั้น ๆ ก่อนขึ้นไปที่1,845จึงมีโอกาสจะรีบาวด์ได้
  • รูปขวาRSI เริ่มแกว่งทรงตัวรักษาแนวการยืนให้ไม่จมลงในเขต oversold จึงคาดว่าจะรีบาวด์หาเส้นMA ที่ 1,825และอาจเป็นการสร้างช่วงแกว่ง 1,810-1,845
  • ทิศทางวันนี้รีบาวด์ในกรอบ
  • จับจังหวะเล่นยังไง?trading ในกรอบ 1,815-1,845 cut loss เมื่อหลุด 1,810 ควรเน้นฝั่งซื้อมากกว่าชอร์ต

Attention

  • คืนนี้  ไบเดนเรียกคุยแกนนำในสภาคองเกรสทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน คาดหาจุดร่วมเรื่องวงเงินอัดฉีดและมาตรการ เพื่อเบิกจ่ายโดยเร็ว
  • ทองขาขึ้น เพราะตลาดกลัวเงินเฟ้อสหรัฐฯรอบใหญ่จะมาเร่งให้ฟองสบู่แตกเร็วขึ้น
  • โควิดทั่วโลกระบาดหนักขึ้น อัตราการติดเชื้อในหลายประเทศกลับพุ่งสูง และมีโอกาสมากขึ้นที่วัคซีนจะใช้ไม่ได้ผลเพราะการกลายพันธุ์มีความหลากหลายและรับมือได้ยากกว่าเดิมมาก

โดย  : บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS)

ทิศทางราคาทองคำ

ราคาทองคำปรับตัวลดลงรุนแรงครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ หลังจากที่พยาพยามทรงตัวบริเวณ 1,830 เหรียญ โดยที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ CPI ปิดปรับขึ้น 0.8% ขณะที่ Core CPI ที่ไม่รวมอาหารและพลังงานปรับขึ้น 0.9% และทำให้อัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนในรายปีปรับสูงขึ้น นำไปสู่มุมมองนักวิเคราะห์ที่คาดอาจเห็นเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ แต่ภาพรวมสมาชิกเฟดเองก็ยังมองว่าการปรับขึ้นของเงินเฟ้อเป็นเรื่องเหนือคาดหมายอยู่แล้วและน่าจะเป็นเพียงชั่วคราว จึงยังไม่มีความจำเป็นจะขึ้นดอกเบี้ยและลด QE โดยที่การฟื้นตัวยังไม่เติบโตเต็มที่และการจ้างงานยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ จึงกดดันให้ราคาทองคำปรับลงไปทำต่ำสุดบริเวณ 1,813 เหรียญทำโดยประมาณ ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยในวันนี้มาเคลื่อนไหวแถว 1,820 เหรียญ ขณะที่ดัชนีด้านดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้นขานรับข้อมูล CPI  โดยดัชนีดอลลาร์อ่อนค่ามาแถว 90380 จุด ทางด้านเงินบาทกลับมาอ่อนค่าขึ้นบ้างเล็กน้อยจากระดับ 31.20 บาท/ดอลลาร์ มาที่ 31.30 บาท/ดอลลาร์โดยประมาณในเช้านี้ สำหรับวันนี้มีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ PPI และ Core PPI คาดว่าจะออกมาลดลง

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ในทางเทคนิคทองคำปรับฐานระยะสั้น และมีการทดสอบแนวรับแรก 1,815 เหรียญ ซึ่งเป็นแนวรับแรกของนักลงทุนระยะสั้น ทองคำมีการทดสอบเส้น Fibonacci 38% แถว 1,817 เหรียญ เช่นเดียวกัน โดยระดับถัดไปของแนวรับสำคัญของทองคำจะอยู่ที่ 1,800 เหรียญ วันนี้คาดราคาทองคำจะเคลื่อนตัวในทิศทาง Sideways และเป็นไปได้ที่จะเห็นการแกว่งขึ้นตัวในกรอบแนวรับ 1,815 เหรียญ และแนวต้าน 1,840 เหรียญ ขณะที่ Gold Online Futures คาดจะมีกรอบ 1,817 เหรียญ และแนวต้าน 1,842 เหรียญ อย่างไรก็ดี คาดว่าราคาทองคำของไทยอาจปรับลง 50 บาท/บาททองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้

เก็งกำไร Sideways  ในกรอบ ภาพรวมทองคำปรับฐาน แนะเก็งกำไรระยะสั้นๆเท่านั้น

– นักลงทุนที่ถือ Long Position 

ลงซื้อขึ้นขาย เน้นทำกำไรในกรอบรายวันเท่านั้น

– นักลงทุนที่ถือ Short Position

รอจังหวะหากราคาไม่ผ่านแนวต้านให้ Follow Short โดยเป็นลักษณะทำกำไรระยะสั้นๆเท่านั้น

Gold Futures 10M21จะมีแนวรับที่ระดับ 27,000 บาท และแนวต้านที่ระดับ 27,300 บาท

โดย : บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด

กลยุทธ์ : สร้างฐาน

แนวต้าน : 1,840 หรือ 27,300 บาท

แนวรับ : 1,810 หรือ 26,900 บาท

ดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ในระยะสั้นนักลงทุนเริ่มกังวลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในเร็วๆนี้ และทำให้ราคาทองวันนี้ปรับตัวลดลงมาที่โซน 1820 ขณะที่ในเชิงเทคนิค กราฟทองได้ปรับขึ้นมาเคลื่อนไหวที่กรอบแนวรับแนวต้านใหม่ ช่วง 1810 -1840 แนะนำให้เข้าซื้อได้ที่ 1810 – 1820 และไปขายทำกำไรที่ 1840 หรือถือไปถึง $2000 ตามแนวโน้มระยะยาว

ที่มา : gold.in.th(13 พ.ค.64)

%d bloggers like this: