วันอาทิตย์, 20 มิถุนายน 2564

วิเคราะห์ราคาทองคำ 14 พ.ค.64 by InterGold, YLG

โดย : บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด

กลยุทธ์ : รอ RYD
แนวต้าน : 1850 หรือ 27,300 บาท
แนวรับ : 1800 หรือ 26,800 บาท

รอ RYD คืออะไร คือการรอให้ Real Yield Down นั่นเองครับต้องสังเกตุในช่วงนี้ราคาสินทรัพย์โภคภัณฑ์ในโลกจริงนั้นปรับตัวสูงขึ้นมากครับ ยกตัวอย่างเช่นอาหาร พลังงาน และ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง และผลิตครับ โดยตามหลักการเศรษฐศาสตร์นั้นเมื่อเงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยควรปรับขึ้นเพื่อลดความร้อนแรงครับ แต่โดยเคสที่กล่าวถึงนั้นปัจจัยสำคัญที่สุดคือ เศรษฐกิจต้องดีมากๆครับ แต่ในยุคปัจจุบันไม่ใช่ครับ ปัญหาของสินค้าแพงมาจาก Supply Chain (ห่วงโซ่ธุรกิจ) มันเกิดรอยร้าวครับ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการขนส่งที่แพง โรงงานปิด และการปิดตัวของบริษัทที่อยู่ใน Chain ครับ ทำให้กำลังการผลิตของทั้งโลกดรอปลงในห่วงโซ่นั้นๆครับ ปัจจัยต่างๆจึงตีย้อนกลับมาเป็นเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยที่กล่าวข้างต้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Fed มีปัญหาใหญ่เนื่องจากแรงงานตกงานเยอะครับ ถ้าขึ้นดอกเบี้ยอีกภาคธุรกิจอาจรับภาระไม่ไหว และเจ๊งกันมากขึ้น เมื่อเจ๊งก็ต้องบอกกันตรงๆว่าการจ้างงานก็ยิ่งหายครับ Fed ถึงทำอะไรไม่ได้ โดยได้แค่จับตามองเงินเฟ้อไปก่อนสักระยะครับ ผมเชื่อว่าวิธีการแก้รอบนี้ทำได้แค่รอเศรษฐกิจและห่วงโซ่กลับมาแข็งแกร่งขึ้นครับ ปัจจัยหลักคงเป็นวัคซีนมีการฉีดกันทั้งโลกเรียบร้อยครับ รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยอ่อนๆไว้ก่อนครับ (ปัจจัยนี้อาจส่งผลกระทบเล็กๆแทน และระยะสั้นเท่านั้น) ดังนั้นจะสรุปถึง เมื่อ Real Yield (เงินเฟ้อที่แท้จริง) = อัตราผลตอบแทน – เงินเเฟ้อ >> คือผลตอบแทนจะขึ้นช้ากว่า เงินเฟ้อที่จะปรับขึ้นในระยะสั้นครับ จะทำให้ Real Yield Down นั่่นเองครับ ดังนั้นสินทรัพย์ที่ทั้งโลกได้รับการยอมรับและพิสูจน์มาแล้วว่าเมื่อเกิด RYD ทองจะโดดเด่นที่สุดครับ เราแนะนำให้รอเข้าซื้อไปก่อนครับ โดยสำหรับระยะยาวให้เข้าถือขึ้นไปได้ยัน 2000 เลยครับ ส่วนระยะสั้นก็ขายเป็นกรอบได้ครับ โดยระยะสั้นช่วงสั้นๆนี้สามารถซื้อที่ 1820 และ 1800 ได้ โดยขึ้นไปขาย 1850

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

เปิดสถานะซื้อหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,809-1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง และทยอยปิดสถานะทำกำไรหากไม่ผ่านบริเวณแนวต้าน 1,832-1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,803 1,786 1,771  แนวต้าน : 1,832 1,845 1,856

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ในระหว่างวันราคาจะร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,808.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางการคาดการณ์มากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย  รวมถึงลดวงเงิน QE เร็วกว่าที่คาดไว้หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด  อย่างไรก็ดี  ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมา  โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อ Buy the dip และแรงซื้อทางเทคนิค  หลังจากเกิดสัญญาณที่บ่งชี้ว่าแรงขายในระยะสั้นเริ่มชะลอตัวลง  ขณะเดียวกัน  ราคาทองคำได้รับแรงหนุนเพิ่มจากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดที่ออกมาย้ำจุดยืนว่า “เฟดจะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย”  อาทิ  นายคริสโตเฟอร์  วอลเลอร์  หนึ่งในผู้ว่าการเฟดที่แม้จะคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเกินเป้าหมายของเฟดที่ 2% ในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่นายวอลเลอร์ก็ย้ำเช่นกันว่า  เฟดจะไม่ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงเกินเป้าหมายเป็นเวลานาน หรือ สูงเกินไป  ส่วนนายโทมัส  บาร์คิน  ประธานเฟดริชมอนด์นั้นยังคงมองข้ามความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว  สถานการณ์ดังกล่าวบั่นทอนการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้บางส่วน  นั่นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลดลงสู่ระดับ 1.664% หลังจากปรับขึ้น 4 วันติดต่อกัน  ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ชะลอการแข็งค่าขึ้นจนเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของราคาทองคำ  แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อในภาคการผลิตอย่างดัชนี PPI จะสูงกว่าคาด  ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์จะลดลงมากกว่าคาดก็ตาม  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลง  -0.87 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามยอดค้าปลีก, การผลิตภาคอุตสาหกรรม, อัตราการใช้กำลังการผลิต  และถึงคาดการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก UoM

ปัจจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำพยายามทรงตัวในระดับสูงและขึ้นไปทดสอบแนวต้านโซน  1,832 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้น หากยืนได้แข็งแกร่ง ทำให้ประเมินว่าในระยะสั้น ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไป  1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดของเดือน พ.ค.) ขณะที่แนวรับนั้นอยู่ในบริเวณ 1,809-1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

เปิดสถานะซื้อหากราคาอ่อนตัวลงมาในโซน 1,809-1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมลดการลงทุนหากราคาหลุด 1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ อาจพิจารณาแบ่งทองคำออกขายทำกำไรบางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านต้านบริเวณ 1,832 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านได้ชะลอการปิดสถานะซื้อไปที่แนวต้านถัดไปบริเวณ 1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) สหรัฐรุดสอบ Binance ยักษ์ใหญ่วงการคริปโต มีเอี่ยวพัวพันฟอกเงิน-เลี่ยงภาษี  สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และกรมสรรพากรสหรัฐ กำลังเข้าสอบสวนบริษัท Binance Holdings เนื่องจากอาจพัวพันการฟอกเงินและการหลบเลี่ยงภาษี 
  • (+) มาร์เก็ตแคปคริปโตวูบ หลัง “อีลอน มัสก์” พลิกลิ้นไม่รับบิตคอยน์ใช้ซื้อเทสลา  มูลค่าตลาดของสกุลเงินคริปโตหายไปหลายแสนล้านดอลลาร์ในวันนี้ หลังจากที่นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเทสลา อิงค์ ประกาศว่า เทสลาจะไม่รับบิตคอยน์ในการซื้อรถยนต์ของบริษัทอีกต่อไป  ข้อมูลจาก Coinmarketcap.com ระบุว่า มูลค่าตลาดของสกุลเงินคริปโตร่วงลงสู่ระดับ 2.06 ล้านล้านดอลลาร์ในวันนี้ จากระดับ 2.43 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนหน้านี้ โดยลดลงถึง 3.65 แสนล้านดอลลาร์หลังมีข่าวดังกล่าว  ส่วนบิตคอยน์ดิ่งลงใกล้หลุดระดับ 1,500,000 บาทในวันนี้รับข่าวดังกล่าวเช่นกัน
  • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 433.79 จุด รับแรงช้อนซื้อ-ข้อมูลแรงงานสดใส  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 400 จุดเมื่อคืนนี้ (13 พ.ค.) หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเดือนมี.ค.2563 โดยข้อมูลแรงงานที่สดใสได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มต่างๆเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks) ซึ่งเป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เช่นหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,021.45 จุด เพิ่มขึ้น 433.79 จุด หรือ +1.29% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,112.50 จุด เพิ่มขึ้น 49.46 จุด หรือ +1.22% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,124.99 จุด เพิ่มขึ้น 93.31 จุด หรือ +0.72
  • (-) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 473,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐเมื่อเดือนมี.ค.2563  นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 490,000 ราย และต่ำกว่าสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 507,000 ราย
  • (-) สหรัฐเผยดัชนี PPI พุ่งเกินคาดในเดือนเม.ย.  กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.3%  เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 6.2% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2553 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.8%
  • (-) ซีดีซีสหรัฐฯ แนะคนฉีดวัคซีนครบโดสถอดหน้ากากในที่สาธารณะได้  ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC มีคำแนะนำในวันพฤหัสบดีว่า ประชาชนอเมริกันที่ฉีดวัคซีนโควิดครบแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากตอนอยู่นอกบ้าน รวมทั้งเวลาที่อยู่ในตัวอาคารส่วนใหญ่ด้วย ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีการอนุญาตให้เปิดบริการและธุรกิจต่าง ๆ ได้อีกครั้งเร็ว ๆ นี้  CDC ยังแนะนำด้วยว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิดครบแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเว้นระยะห่างจากผู้อื่นในสถานที่ส่วนใหญ่ โดยคาดหวังว่าคำแนะนำใหม่นี้จะช่วยให้มีคนอเมริกันไปลงทะเบียนฉีดวัคซีนมากขึ้น  ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวที่ทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดีโดยไม่ได้สวมหน้ากาก ระบุว่า “นี่ถือเป็นหลักไมล์ที่สำคัญ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่” และว่า “หากคุณฉีดวัคซีนครบ คุณสามารถถอดหน้ากากออกได้ และมีสิทธิทำในสิ่งที่คนอเมริกันเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก นั่นคือการทักทายด้วยรอยยิ้ม”  รอชเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC กล่าวว่า คำแนะนำใหม่นี้อ้างอิงตามตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงอย่างมาก รวมทั้งอัตราการฉีดวัคซีนให้กับคนหนุ่มสาว และข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนต่อเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์  คำแนะนำใหม่นี้ยังบอกว่า ประชาชนที่ได้รับวัคซีนครบแล้วสามารถเดินทางระหว่างเมืองได้ รวมทั้งไม่จำเป็นต้องกักตัวเมื่อกลับจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ถึงกระนั้น CDC ยังคงแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากเวลาอยู่ในเครื่องบินหรือรถไฟ รวมทั้งตามสนามบิน สถานีขนส่ง โรงพยาบาลและคลินิกต่าง ๆ
  • (+/-) ดอลล์แข็งค่า หลังสหรัฐเผยข้อมูลเศรษฐกิจสดใส  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (13 พ.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.05% สู่ระดับ 90.7552 เมื่อคืนนี้  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2166 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2106 ดอลลาร์แคนาดา แต่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.45 เยน จากระดับ 109.58 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9062 ฟรังก์ จากระดับ 0.9080 ฟรังก์  ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2075 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2079 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.4042 ดอลลาร์

ที่มา : gold.in.th(14 พ.ค. 64)

%d bloggers like this: