วันเสาร์, 15 พฤษภาคม 2564

วิเคราะห์ราคาทองคำ 15 ธ.ค.63(ภาคเช้า) by YLG

โดย  : บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG)

คำแนะนำ :

มีแนวโน้มที่ราคาจะทดสอบแนวต้าน 1,840-1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่สามารถผ่านได้ให้แบ่งขายทำกำไร แต่ถ้าผ่านได้ให้รอขายบริเวณแนวต้านสำคัญ 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นไป อย่างไรก็ตามหากไม่ผ่านแนวต้านแรกประเมินแนวรับที่ 1,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แนวรับ : 1,813 1,800 1,789  แนวต้าน : 1,845 1,860 1,875

จจัยพื้นฐาน :

ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 10.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนเนื่องจากมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบเข้ามาส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคา  โดยปัจจัยลบที่กดดันให้ราคาทองคำร่วงลงในระหว่างวัน  มาจากข่าวการอนุมัติวัคซีนต้านCOVID-19 ในสหรัฐ  ทำให้สหรัฐเริ่มมีการฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ให้แก่ประชาชนแล้วเมื่อวานนี้  ซึ่งปัจจัยดังกล่าวปั่นทอนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย  ส่งผลให้ในระหว่างวันราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,819.54 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ก่อนที่จะมีแรงซื้อ Buy the dip เข้ามาหนุนให้ราคาทองคำทะยานขึ้นแตะ 1,839 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรดี  ราคาทองคำไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้และปรับตัวลงในเวลาต่อมา  โดยกลับมาได้รับแรงกดดันจากการฟื้นตัวขึ้นสกุลเงินดอลลาร์  หลังเงินปอนด์ร่วงลงจากข่าวที่รัฐมนตรีสาธารณสุขของอังกฤษ ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID-19 สำหรับ “กรุงลอนดอน”  สู่ระดับ tier 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด  โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันพุธนี้  แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะกดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงมา  แต่ดูเหมือนจะมีแรงซื้อสลับเข้ามาเมื่อราคาทองคำปรับตัวลดลงเช่นกัน  เนื่องจากนักลงทุนยังมีความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังรอบใหม่ของสหรัฐ  ขณะที่นักลงทุนบางส่วนยังคงถือครองทองก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้  นั่นทำให้ราคายังคงทรงตัวรักษาระดับไว้ได้  ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองลดลง -4.67 ตัน  สำหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index), อัตราการใช้กำลังการผลิตและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ

จจัยทางเทคนิค :

ราคาทองคำวานนี้สร้างระดับระดับต่ำสุดใหม่จากวันก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การอ่อนตัวลงค่อนข้างจำกัดแสดงถึงแรงเข้าซื้อในระยะสั้นยังคงเข้ามาพยุงราคาทองคำไว้ ทั้งนี้ ทำให้ประเมินแนวรับระยะสั้นนั้นอยู่ในบริเวณ 1,819-1,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาไม่หลุดยังคงมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,840-1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน :

แนะนำเปิดสถานะขายเก็งกำไรระยะสั้น หากราคาไม่สามารถกลับขึ้นมายืนเหนือแนวต้าน 1,840-1,845 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ตัดขาดทุน 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์) การถือสถานะขายค่อนข้างมีความได้เปรียบหากไม่ผ่าน สำหรับการเข้าซื้อคืนอาจรอดูบริเวณ1,819-1,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุดลงมาให้ชะลอการซื้อไปยังบริเวณ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ข่าวสารประกอบการลงทุน :

  • (+) ตัวแทน EU คาดการบรรลุข้อตกลงการค้ากับอังกฤษยังคงเป็นไปได้  นายมิเชล บาร์นิเยร์ เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้แทนการเจรจา Brexit เปิดเผยในวันนี้ว่า การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างอังกฤษ และ EU ยังคงมีความเป็นไปได้ พร้อมระบุว่า การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินไปในขณะนี้ เพื่อประสานความคิดเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นการประมง และกฎระเบียบที่จะนำมาใช้ต่อบริษัทต่างๆ อย่างเป็นธรรม  “เราได้หารือกันเป็นเวลา 9 เดือนแล้ว และเรามีโอกาสที่จะสามารถทำข้อตกลงร่วมกันได้” นายบาร์นิเยร์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว
  • (+) ปอนด์แข็งค่า รับความหวังอังกฤษเลี่ยง no-deal Brexit  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่า อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้า ซึ่งจะช่วยให้อังกฤษสามารถหลีกเลี่ยงภาวะการแยกตัวจาก EU แบบไร้ข้อตกลง หรือ no-deal Brexit  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.29% แตะที่ 90.7112 เมื่อคืนนี้  เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3323 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3225 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2146 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2114 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7543 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7536 ดอลลาร์สหรัฐ  ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.06 เยน จากระดับ 104.00 เยน อย่างไรก็ดี ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8869 ฟรังก์ จากระดับ 0.8894 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา 1.2759 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2771 ดอลลาร์แคนาดา
  • (+) ดาวโจนส์ปิดลบ 184.82 จุด วิตกล็อกดาวน์ฉุดเศรษฐกิจ  ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (14 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในสหรัฐและยุโรป ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้บดบังปัจจัยบวกจากข่าวการอนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ในสหรัฐ  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,861.55 จุด ลดลง 184.82 จุด หรือ -0.62% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,647.49 จุด ลดลง 15.97 จุด หรือ -0.44% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,440.04 จุด เพิ่มขึ้น 62.17 จุด หรือ +0.50%
  • (-) สหรัฐประเดิมฉีดวัคซีนโควิดของไฟเซอร์ให้แก่ประชาชนในวันนี้  สหรัฐเริ่มการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ให้แก่ประชาชนในวันนี้ โดยผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นกลุ่มแรกได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ในบ้านพักคนชรา
  • (-) อังกฤษยกระดับเตือนภัยโควิดสู่ขั้นสูงสุดสำหรับกรุงลอนดอน  นายแมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีสาธารณสุขของอังกฤษ กล่าวในวันนี้ว่า รัฐบาลจะยกระดับการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกรุงลอนดอนสู่ระดับ tier 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด  การปรับเพิ่มอันดับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันพุธนี้  ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษได้กลับมาใช้ระบบ tier สำหรับควบคุมการแพร่ระบาดในภูมิภาคต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากมีการใช้คำสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นรอบที่ 2 ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.  ขณะนี้อังกฤษมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1.8 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 64,000 ราย
  • (-) “ไฟเซอร์” เผยรัฐบาลสหรัฐขอซื้อวัคซีนโควิดเพิ่มอีก 100 ล้านโดสในปีหน้า  นพ.อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐได้แจ้งทางบริษัทเพื่อขอเพิ่มการซื้อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 อีก 100 ล้านโดสในปี 2564  อย่างไรก็ดี นพ.เบอร์ลากล่าวว่า ทางบริษัทยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากทางรัฐบาลสหรัฐต้องการให้บริษัทจัดส่งวัคซีนเพิ่มเติมในไตรมาส 2 ของปีหน้า  “เราสามารถจัดส่งวัคซีนเพิ่มเติม 100 ล้านโดส แต่สามารถส่งมอบได้ในไตรมาส 3” เขากล่าว  นพ.เบอร์ลากล่าวว่า ไฟเซอร์ยังคงอยู่ในระหว่างการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่บริษัทกำลังหาทางผลิตวัคซีนมากขึ้นในไตรมาส 2
  • (+/-) “ไบเดน” ชนะคะแนนคณะผู้เลือกตั้งอย่างเป็นทางการ นั่งเก้าอี้ปธน.สหรัฐคนที่ 46  คณะผู้เลือกตั้งสหรัฐ (Electoral College) ได้ลงคะแนนเสียงให้นายโจ ไบเดน เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งจะทำให้นายไบเดนก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46  คณะผู้เลือกตั้งได้จัดการประชุมในแต่ละรัฐทั้งหมด 50 รัฐ เพื่อหย่อนบัตรเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันจันทร์ (14 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่สื่อระบุว่า นายไบเดนได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 306 เสียง ซึ่งมากเกินพอสำหรับจำนวนที่ต้องการ 270 เสียงในการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้เพียง 232 เสียง
%d bloggers like this: